วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553

บทความเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็ก

วันๆ หนึ่ง แม้เป็นเด็กเล็กก็จะต้องเดินทางตามผู้ใหญ่จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งเสมอ ใกล้ไกลก็แตกต่างกันไป คนไทยเราชอบอุ้มเวลาเราจะพาเด็กๆ ไปไหนมาไหน แม้แต่นั่งรถก็ยังชอบอุ้มนั่งตัก แต่ประเทศพัฒนาเขาจะพยายามอุ้มน้อยๆ เพราะเขากลัวว่าจะก่อให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดข้อ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาททำให้ปวดเรื้อรังได้ นอกจากนั้นยังเกิดอุบัติเหตุจากการพลัดตกหกล้มเจ็บทั้งคนอุ้มกับเด็กที่ถูกอุ้ม ดังนั้นเรื่องนี้จึงสำคัญมากที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องเรียนรู้ความเสี่ยงและเลือกใช้ข้าวของเหล่านี้ให้ถูกต้องครับ
รถเข็นเด็ก
รถเข็นเด็กเป็นอุปกรณ์ที่มีความนิยมใช้มากขึ้น โดยใช้เข็นเด็กขณะอยู่ในละแวกบ้าน ห้างสรรพสินค้า หรือแหล่งท่องเที่ยว ในห้างสรรพสินค้ามีการประยุกต์โดยต่อเติมเก้าอี้เด็กทารกบนรถเข็นช็อปปิ้ง
ตามห้างมีโบว์ชัวร์โฆษณาสินค้ารถเข็นเด็กที่โปรยหัวด้วยตัวเบ้อเร้อว่า รุสสต๊อก เพราะลดกันถึง 50-60% เลยทีเดียว รถเข็นเด็กบางรุ่นก็อยู่ในระดับฟลูออฟชั่น ที่แค่ได้อ่าน คุณก็แทบอยากกลับไปเป็นเด็กน้อยนั่งให้คุณแม่หรือพี่เลี้ยงเข็นให้เพลิดเพลิน เช่น มีโช๊กอัพ-มีระบบกันสะเทือน-มีหมอนหนุนหัวทำด้วยเจลที่หยุ่นนุ่มนั่งนอนสบาย และปกป้องหัวและหลังของลูกน้อยได้ แถมหลังคาก็ยังกันรังสียูวีได้อีกด้วย…ฯลฯ…
แต่ระวังดีๆ นะครับ เพราะบางรุ่นก็ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยหรือขาดการดูแลเด็กขณะอยู่ในรถเข็น อันตรายที่ต้องระวังมีดังนี้ครับ
ขณะเด็กหลับในรถเข็นบางครั้งลำตัวอาจเคลื่อนไหวลงทางด้านหน้า โดยปลายเท้าทั้งสองข้างลอดช่องขาช่องใดช่องหนึ่ง ทำให้ศรีษะติดค้างเกิดภาวะขาดอากาศหายใจได้ หรือหล่นลงมาทั้งตัว ศรีษะหล่นลงมากระแทกพื้น ขณะเด็กตื่นอาจลุกขึ้นยืนบนรถเข็น ปีนป่ายแล้วพลัดตกลงมาเป็นอันตรายต่อศรีษะได้เช่นกันครับ
ดังนั้นอย่างปล่อยให้เด็กนอนเล่น นั่งเล่นอยู่บนรถเข็นโดยลำพังต้องเฝ้าดูใกล้ชิด เมื่อให้เด็กนั่งหรือนอนในรถเข็นเด็ก ต้องยึดเหนี่ยวเด็กด้วยเข็มขัดนิรภัยของรถเข็นด้วย เพื่อไม่ให้เด็กปีนเล่น หรือเลื่อนไหลขณะนอนหลับ
ในขณะที่พับเก็บรถเข็นเด็กหรือกางออก หากเด็กเอานิ้วมือสอดใส่อยู่ภายใน จะทำให้เกิดการบดตัดนิ้วมือได้ (amputation) เด็กที่อายุมากกว่า 6 เดือนสามารถคว่ำหงายตัวได้ดี 8-9 เดือนคืบ คลานได้จับเกาะดึง โหนตัวได้ เด็กวัยนี้จึงสามารถปีนรถเข็นเด็กแล้วตกลงมาได้เองทำให้เกิดการบาดเจ็บลำตัว แขนขา หรือศรีษะ นอกจากนั้นรถเข็นเด็กอาจพลิกคว่ำได้ง่าย หากออกแบบถุงวางสิ่งของในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมทำให้เสียสมดุล รถกระดก เด็กพลัดตกได้ครับ
ถุงวางของเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของการพลิกคว่ำ ถุงวางของอยู่ในตำแหน่งด้านหลังล่าง ไม่สูงถึงแกนเข็น และต้องอยู่หน้าล้อหลังหรือพอดีกับล้อหลัง เพื่อมิให้เกิดเสียสมดุลย์และพลิกคว่ำได้ง่าย
ตัวรถเข็นเองซื้อมาแล้ว ให้แล้วก็ต้องถูกตรวจสอบเป็นระยะตลอดการใช้งาน …เร็วๆ นี้มีรายงานจากประเทศสวีเดนว่า มีบริษัทผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้เด็กประกาศเก็บคืนสินค้าประเภทรถเข็นเด็ก หลังจากมีเด็กเล็กได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต เนื่องจากระบบ safety ไม่ทำงานในขณะที่คุณพ่อ,คุณแม่พาลูกนั่งรถเข็นขึ้นบันไดหรือขึ้นรถประจำทาง
ในประเทศสหรัฐได้ศึกษาการบาดเจ็บจากรถเข็นเด็กพบว่าในเวลา 5 ปีมีรายงานการบาดเจ็บของเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปีจำนวน 64,373 ราย อายุเฉลี่ย 11 เดือน ในเด็กทารก ร้อยละ 76 เกิดจากการพลัดตก ร้อยละ 44 มีการบาดเจ็บที่ศรีษะ ร้อยละ 43 มีการบาดเจ็บที่ใบหน้า ร้อยละ 3 มีกระดูกหัก และร้อยละ 2 ต้องรับการพักรักษาในโรงพยาบาล
ดังนั้นไม่ว่ารถเข็นจะดีอย่างไร ผู้ดูแลก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ จะต้องมีผู้ดูแลเด็กตลอดเวลา ไม่ปล่อยให้เด็กหลับคนเดียวในรถเข็นเด็ก หรือปล่อยให้เด็กเล่นรถเข็น รถเข็นชอปปิ้งตามห้างดังๆ บนรถเข็นชอปปิ้ง จะมีเก้าอี้เด็กแขวนยึดอยู่ อย่าปล่อยให้เด็กนอนเล่นนั่งเล่นอยู่บนรถชอปปิ้งโดยลำพัง ต้องเฝ้าดูแลใกล้ชิด เมื่อให้เด็กนั่งหรือนอนในรถเข็นโดยลำพัง ต้องเฝ้าดูใกล้ชิด เมื่อให้เด็กนั่งหรือนอนในรถเข็นต้องยึดเหนี่ยวเด็กด้วยเข็มขัดนิรภัยของรถด้วย เพื่อไม่ให้เด็กปีนเล่นตกลงมา
ถุงจิงโจ้หรือเป้อุ้มเด็ก
ถุงจิงโจ้หรือเป้อุ้มเด็กราคาราว 2,000-3,000 บาท มีทั้งจากไทย ทั้งมาจากเมืองนอก อย่าง อเมริกา,ยุโรป หรือญี่ปุ่น เป็นต้น โดยความงดงามน่ารักไม่ต้องพูดถึง คุณพ่อคุณแม่ปลื้มแน่เพราะใครเห็นใครก็ทัก และชมทั้งเป้และลูกของเราที่อยู่ในเป้ด้วย ส่วนออฟชั่นก็มีให้ตามราคาที่สูงขึ้นไป เช่น เป็นผ้าร่มชนิดพิเศษไม่ร้อน, เนื้อนิ่ม, ด้านหน้ามีช่องไว้ใส่ของจุกจิก มีแผ่นรองศรีษะ ถอดเก็บได้… ฯลฯ…
แต่ไม่ว่าจะซื้อมาในรุ่นสุดแพงหรือรุ่นประหยัด สิ่งที่เหมือนกันที่ต้องคำนึงถึงให้มากก็คือ ในขณะที่เด็กอยู่บนตัวคุณพ่อคุณแม่ นั่นก็คือ…เป็นส่วนรองรับส่วนยึดต่างๆ จะต้องมั่นคงแข็งแรงปลอดภัยโดยเฉพาะส่วนโอบอุ้มบริเวณหลังและบริเวณก้นของเด็ก เพื่อไม่ให้หนูน้อยหลุดรอดหล่นลงมา ในต่างประเทศมีรายงานกรณีที่ช่องขาเด็กมีขนาดกว่างจนเกินไปเด็กยกขาจากช่องหนึ่งมาสอดใส่ลงไปในช่องขาเดียวกับอีกข้าง ผลก็คือ…เด็กทั้งตัวไหลลงไปจากช่องลอดขา แล้วหล่นลงมากระแทกพื้น…ซึ่งมีรายงานในประเทศสหรัฐอเมริกา 13 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุน้อยกว่า 2 เดือน หนึ่งในนั้นมีการแตกของกระโหลกศรีษะ
ที่นั่งนิรภัยในรถยนต์
ทุกครั้งที่นั่งชมภาพยนตร์ฝรั่ง พอถึงฉากพ่อแม่ลูกนั่งรถไปด้วยกัน สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นเสมอ ก็คือ จะมีเจ้าตัวเล็กนั่งจุ่มปุ๊กอยู่ในเบานิรภัย (Child seat) ที่ติดตั้งอยู่บนรถด้านหลัง เห็นแล้วก็อดชื่นชมไม่ได้ ก็เช่นเดียวกับทุกครั้งก่อนจะออกรถพวกเขาก็จะคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง นี่ก็พบเห็นในหนังฝรั่ง-ฮ่องกง-และญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นเพราะพวกเขาจริงจังกับมาตรการ “ปลอดภัยไว้ก่อน” หรือเพราะตำรวจเข้มงวดก็เถอะ
สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, ออสเตรเลีย, และยุโรปตะวันตก มีการรณรงค์กระทั่งได้ออกกฎหมายบังคับให้ต้องใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กมานานหลายปีแล้ว
โดยที่สหรัฐฯ ได้ทำการศึกษาวิจัยจนพบว่าที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กจะช่วยลดความเสี่ยงจากการตายเพราะอุบัติเหตุรถชนเด็กทารกลดลงร้อยละ 69 เด็กวัยเตาะแตะและเด็กโตลดลงร้อยละ 47 และยังลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บรุนแรงได้ร้อยละ 50
นอกจากนั้นยังมีการเก็บสถิติจากกรณีรถชนรุนแรง ก็พบว่า เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ ที่ไม่รับการยึดเหนี่ยวไว้จากที่นั่นนิรภัยจะเสี่ยงต่อชีวิตมากกว่าเด็กที่มีการยึดเหนี่ยวไว้อย่างถูกวิธีถึง 2 เท่า (จากการสำรวจเด็กที่ประสบเหตุรถชนรุนแรง ถึง 5,922 ราย)
ในบ้านเรานั้น เบาะนิรภัยสำหรับเด็ก ก็ใช่ว่าไม่มีใครเหลียวแล จากการลองสอบถามดูตามห้างสรรพสินค้า สินค้าที่ว่านี้ก็ยังจำหน่ายได้เรื่อยๆ แต่ที่ไปก็ยังมีส่วนหนึ่งใช้ไม่ถูกวิธี ซึ่งนั่นทำให้การป้องกันกลับไม่ได้ผล คือเท่ากับไม่มีสิ่งใดๆ ที่ปกป้องลูกของเราเลย..ตัวอย่างเช่น เอาเด็กนั่งบนที่นั่งนิรภัยแล้ว แต่ไม่ยอมยึดเหนี่ยวที่นั่งไว้ด้วยเข็มขัดนิรภัยจองรถยนต์เป็นต้น
ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กแบ่งออกเป็น 3 ขนาดครับ คือ สำหรับทารก (ต่ำกว่า 1 ขวบ) - สำหรับเด็ก (1-5 ขวบ) - สำหรับเด็กโต (6-9 ขวบ) แต่มีอีกแบบหนึ่งซึ่งออกแบบมาให้เด็กทารกใช้ได้ให้เด็กขนาดกลาง (สำหรับเด็ก 1-5 ขวบ) ใช้ได้เช่นกัน วิธีการใช้ที่มักผิดพลาด ต้องระมัดระวังกันหน่อยมีดังนี้ครับ
1. แบบไหนรุ่นไหนก็ตาม หากเป็นเด็กน้อยกว่า 10 ปี ควรวางไว้เบาะหลัง นั่งหลังปลอดภัยกว่านั่งหน้ากว่า 5 เท่าครับ
2. สำหรับทารกต้องวางบนเบาะรถด้านหลังโดยให้หันเบาะนิรภัยไปทางด้านหลังของรถยนต์ (ก็คือเบาะนิรภัยจะต้องหันหลังไปทางหน้ารถ) เพราะเหตุว่า หากให้เด็กนั่งเบาะนิรภัย แล้วหันหน้าไปทางหน้ารถยามที่เกิดอุบัติเหตุ จังหวะแรกรถจะเบรกกระทันหันแล้วชนตูม หรือกระแทกโครม ศรีษะและลำตัวของทารกจะก้มไปข้างหน้าอย่างรุนแรงแล้วสะบัดพรืดไปทางด้านหลัง (เพราะหัวทารกจะโต) ซึ่งเสี่ยงที่กระดูกต้นคอจะหัก แล้วกดไขสันหลัง
3. หากเด็กใช้ที่นั่งนิรภัยแล้วนั่งเบาะด้านหน้าข้างคนขับหากเกิดอุบัติเหตุแล้วถุงลมนิรภัยทำงานโป้งขึ้นมา มันจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว และดันเบาะนิรภัยจนเด็กถูกถุงลมอัดอย่างแรงกระแทกเข้ากับเบาะที่นั่งหรือหลังคาทำให้เสียชีวิตจากถุงลมนิรภัยได้ครับ
4. เด็กห้าปีขึ้นไปใช้เก้าอี้นิรภัยแบบเก้าอี้เสริม (booster seat) ราคาไม่แพงพันกว่าบาท ลักษณะเก้าอี้เป็นเหมือนเก้าอี้รองนั่งไม่มีพนักพิง ยกตัวให้สูงขึ้นทำให้สามารถใช้เข็มขัดนิรภัยของรถยนต์เป็นตัวยึดเหนี่ยวได้อย่างพอดี แต่อย่าลืมเอาเข็มขัดคล้องตัวยึดเหนี่ยวของเก้าอี้เพื่อยึดเก้าอี้ด้วยนะครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น