วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553

เรื่อง ใหญ่ ใหญ่ จากใจของหมา

กฎทองของหมา (The Dogs 10 Commandments)
โดย Fitzsimmons Army Medical Center

1. ชีวิตของฉันอย่างมากก็จะสิ้นสุดเพียงแค่ 10-15 ปีเท่านั้น การต้องแยกจากเธอไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ นับเป็นความปวดร้าวอย่างยิ่งของฉัน..จึงโปรดสังวรให้จงหนักก่อนจะรับฉันเข้ามาใน ชีวิต
2. ให้เวลากับฉันสักหน่อยเพื่อทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าเธอต้องการอะไรจากฉัน
3. จงเชื่อมั่นในตัวฉัน เพราะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับความเป็นอยู่ของฉัน
4. อย่าโกรธฉันให้นานนัก และอย่าลงโทษฉันด้วยการกักขัง เธอมีทั้งหน้าที่การงาน ความบันเทิงและมิตรสหาย แต่ฉันนั้น..มีเพียงเธอ
5. พูดกับฉันบ้าง แม้ฉันจะไม่เข้าใจคำพูด แต่ฉันก็เข้าใจเธอได้จากน้ำเสียง
6. พึงระลึกอยู่เสมอว่า...ไม่ว่าเธอจะปฏิบัติอย่างไรต่อฉัน ฉันจะไม่มีวันลืมเลือนเลย
7. โปรดอย่าทุบตีฉัน เพราะแม้ฉันจะทุบตีเธอกลับไม่ได้ แต่ฉันก็สามารถกัดหรือข่วนตะกุยเธอได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันไม่อยากกระทำเลย
8. ก่อนจะดุด่าฉันสำหรับท่าทีที่คล้ายไม่เชื่อฟัง ดื้อดึง เกียจคร้าน
ขอจงได้ถามตัวเธอเองก่อนว่า เกิดสิ่งผิดปกติกับตัวฉันหรือไม่ บางทีอาจจะมาจากเรื่องของอาหาร หรือถูกทิ้งไว้กลางแดดนานเกินไป หรือหัวใจของฉันแก่ชราและอ่อนล้าเสียแล้ว
9. ดูแลฉันเมื่อยามแก่เฒ่าด้วย เพราะวันหนึ่งเธอก็ต้องเป็นเช่นนั้น
10. อยู่กับฉันเมื่อช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตมาถึง ขออย่าได้พูดเป็นอันขาดว่า
"ฉันทนดูไม่ได้ ขออย่าให้ มันเกิดขึ้นต่อหน้าเลย" เพราะเรื่องราวทั้งหมดจะง่ายขึ้นหากเธออยู่ด้วย

ความรักกับหนังสือ

ความรักกับหนังสือ
อย่าตัดสินหนังสือว่าดี แค่ปกสวย ๆ
อย่าบอกว่าน่ารักเหลือเกิน แค่คุยกันหนเดียว
คนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือเลย ใช่ว่าจะมีหนังสือเล่มแรกที่ชอบไม่ได้
อย่าตกใจเมื่ออ่านหนังสือระดับ best seller แล้วไม่ชอบ
ถ้ารักคน คนเดียวกับที่คนอื่นรัก คงแย่งกันน่าดู
การชอบหนังสือสักเล่ม  ไม่ได้หมายความว่า
หนังสือเล่มนั้น เนื้อหาจะดีทุกหน้า
การรู้สึกดีกับใครสักคน
ไม่จำเป็นว่าเขาต้องไม่มีข้อเสียอะไรเลย
อย่าเสียดายเวลา
ถ้าอ่านหนังสือบางเล่มจบแล้ว พบว่าไม่ใช่แบบที่ชอบ
จงรู้สึกดี กับการใช้เวลากับใครสักคนหนึ่งอย่างเต็มที่
เพราะอย่างน้อยที่ผ่านมา
ย่อมต้องมีช่วงเวลาที่มีความสุข อย่างแน่นอน
แม้วันหนึ่งจะรู้ว่า
เขาหรือเธอคนนั้น ไม่ใช่เลยสักนิด
เพราะอย่างน้อย
เราก็ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น และพร้อมที่จะตามหาคนของเราต่อไป
การอ่านหนังสือสักเล่ม ต้องใช้เวลา
เราไม่สามารถรู้จักใครสักคนได้ดี ตั้งแต่วันแรก
หนังสือมีสิ่งต่าง ๆ หลากหลายให้ศึกษา
ทดลองอ่านดู ก่อนจะตัดสินว่า น่าเบื่อ
บางครั้งสิ่งที่เรามองไม่เห็นประโยชน์และมองผ่านไป
วันหนึ่งอาจมีค่าสำหรับเรา
และในตอนจบ ก็จะรู้ว่า หนังสือประเภทไหน เหมาะกับเราที่สุด
เหมือนกับความรัก
ทุกครั้งที่เรามีความรักให้กับใครสักคนนั้น
แม้ทุกอย่างจะดำเนินมาถึงจุดจบ
แต่คนทั้งคู่ย่อมได้ประโยชน์ ได้รับอะไรจากสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านมา
โดยไม่รู้ตัว อย่างน้อยที่สุด
ก็ได้บทเรียนที่มีค่าเพิ่มขึ้นอีกบทหนึ่ง
บทเรียนที่จะนำไปสร้างความรักครั้งใหม่
ให้มีรากฐานที่ดีกว่าที่ผ่านมา
ความรักเปรียบเหมือน
การได้อ่านหนังสือหลาย ๆ เล่ม
แต่ละเล่มที่ผ่านไป สอนให้เข้มแข็ง
สอนให้รู้ว่าโลกที่แท้จริงเป็นอย่างไร และสอนให้รู้จักใจของตัวเอง
แม้ว่าตอนจบของแต่ละเล่ม จะไม่สมใจ
แต่ไม่เคยคิดจะหยุด ท้อ หรือกลัวที่จะค้นหา
จะอ่านต่อไป จนกว่าจะเจอ หนังสือของฉัน
แล้วคุณล่ะ เจอหรือยัง
ถ้าเจอแล้ว อย่าลังเลที่จะหยิบขึ้นมาเปิดอ่าน
อย่ากลัวที่จะเสียเวลาและผิดหวัง
ไม่แน่นะ เล่มที่อยู่ในมือตอนนี้
อาจตรงกับความรู้สึกของคุณที่สุดก็ได้

คนของหัวใจ

ใ ค ร บ า ง ค น ที่เดินเข้ามา
พร้อมกับความ ห่วงใย ความรู้สึกดีๆ
ใ ค ร บ า ง ค น ที่หัวใจเต็มไปด้วยความอบอุ่น
พร้อม กับ ความรักและหวังดีเสมอ
ทุกอย่างที่เธอทำที่เธอให้
แค่ ห วั ง ดี  ห่ ว ง ใ ย  หรือ " ค ว า ม รั ก "
สำหรับเธอไม่ว่าจะตอบฉันว่าเป็นอะไร
ในวันนี้หรือวันหน้า
ทุกอย่างก็ยังคงไม่เปลี่ยน " ใ ช่ ไ ห ม "
ไม่ว่าต่อไปฉันคนนี้จะอยู่ในฐานะอะไร
ความรู้สึกดีๆ ที่เธอมีให้
จะยังเป็นเหมือนเดิม " ห รื อ เ ป ล่ า "
(priss)



ทำ ไ ป เ พ ร า ะ ห น้ า ที่
 ค ว า ม รู้ สึ ก ดี ๆ ไ ม่ มี ใ ช่ ไ ห ม
 ที่ ทำ ที่ ใ ห้ ไ ม่ ใ ช่ เ พ ร า ะ ใ จ
 ทำ ไ ป เ พ ร า ะ ห น้ า ที่ ใ ช่ ไ ห ม ที่ ต้ อ ง ทำ
 แ ล้ ว มั น จ ะ  มี ป ร ะ โ ย ช น์ อ ะ ไ ร
ใ น เ มื่ อ ที่ สิ่ ง ที่ ทำ ไ ป นั้ น
  อี ก ฝ่ า ย ค ง ไ ม่ รู้ สึ ก อ ะ ไ ร กั บ มั น
 เ พ ร า ะ สิ่ ง ที่ ไ ด้ นั้ น เ ห มื อ น ไ ม่ เ ต็ ม ใ จ
 อ ย่ า แ ก ล้ ง ใ ส่ ใ จ กั น ม า  ก ก ว่ า นี้
  ต่ า ง ค น ต่ า ง ย อ ม รั บ ทุ ก อ ย่ า ง ดี ก ว่ า
 เ ธ อ กั บ ฉั น ไ ม่ มี อ ะ ไ ร ต้ อ ง ค้ า ง ค า
 จ ะ มี ค ว า ม สุ ข ม า ก ก ว่ า
 ถ้ า อ อ ก ม า เ ผ ชิ ญ ห น้ า กั บ ค ว า ม จ ริ ง

 

ไ ม่ ว่ า เ ธ อ จ ะ อ ยู่ ไ ห น
 ใ ก ล้ ห รื อ ห่ า ง แ ส น ไ ก ล สุ ด ข อ บ ฟ้ า
 อ ย า ก ใ ห้ รั บ รู้ ต ล อ ด เ ว ล า
 สิ่ ง ที่ ผ่ า น ม า มั น มี ค่ า ม า ก ม า ย
 ไ ม่ ว่ า เ ธ อ จ ะ รู้ สึ ก แ บ บ ไ ห น
 เ ธ อ ก้ อ ยั ง อ ยู่ ใ น ใ จ ข อ ง ฉั น
  ถึ ง ไ ม่ ไ ด้ เ ป็ น ค น สำ คั ญ 
แ ต่ ค ว า ม รู้ สึ ก ที่ เ ธ อ เ ค ย มี ใ ห้ นั้ น
 จ ะ เ ก็ บ เ ป็ น ค ว า ม ท ร ง จำ ต ล อ ด ไ ป


หั ว ใ จ...แค่ได้รักก้อสุขใจ
ใ ค ร บ า ง ค น..miss u
อารมณ์... ยังยิ้มได้
ง า น...เริ่มเยอะแล้วคะต้นเดือน
สุ ข ภ า พ...เด๋วอาทิตย์หน้าต้องหาหมออีกแระคะ
เ พื่ อ น ๆ...ขอบคุณที่มาเยี่ยมกันประจำ ยังไงมีเวลาพริสสจะแว๊บ...เข้าไปหาในไดรี่นะจ๊ะ ช้าหน่อยอย่าโกรธกานเลย ^_^

Sometimes

Sometimes when you cry, บางครั้ง เมื่อคุณร้องไห้
no one sees your tears.. ไม่มีใครได้เห็นน้ำตาของคุณ

Sometimes when you are in pain, บางครั้ง ที่คุณบาดเจ็บ
no one sees your hurt... ไม่มีใครรับรู้ถึงความเจ็บปวดของคุณ

Sometimes when you are worried, บางครั้ง ที่คุณกังวล
no one sees your stress... ไม่มีใครรับรู้ถึงความเครียดของคุณ

Sometimes when you are happy, บางครั้ง เมื่อคุณมีความสุข
no one sees your smile... ไม่มีใครสังเกตเห็น รอยยิ้มของคุณ

But... แต่ทว่า ...
FART Just One Time... ขอเพียงคุณ..ตด..สักครั้ง
Everybody Knows! ทุกคนจะรู้ทันที!!!

แอบรัก.....

>แอบรัก.....
> >การได้แอบรักใครสักคนมันช่างเป็นทั้งความสุขและความทุกข์ในเวลาเดียวกัน
> >สุขที่ได้มีใครสักคนเป็นที่พึ่งทางใจ เป็นคนที่ทำให้เราได้อมยิ้มทุกครั้งที่คิดถึง
>เป็นคนที่แค่เพียงได้คุย ได้นั่งอยู่ด้วยกัน แค่นั้นก็ทำให้เรามีความสุขอย่างที่สุดแล้ว > >แต่ในอีกแง่หนึ่ง เราก็เกิดความทุกข์ ทุกข์ที่เราไม่สามารถรู้ได้ว่าจริงๆแล้วเค้าคนนั้นคิดอย่างไรกับเรา
>ในช่วงเวลาหนึ่ง เราอาจจะคิดเข้าข้างตัวเองว่า เค้าอาจจะมีใจให้เราบ้างก็ได้
>แต่ในอีกเวลาหนึ่งเราอาจไม่คิดเช่นนั้น
> >ความกลัวจึงเกิดขึ้น คือกลัวว่าถ้าวันหนึ่งเค้าเกิดรู้ความในใจของเราแล้วหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร
>เราจะได้เข้าไปคุยอีกรึเปล่า เราจะได้เข้าไปนั่งใกล้ๆอีกรึเปล่า หรือเราจะถูกตีตัวออกห่าง…..
> >นั่นทำให้เราคิดว่า เอาน่าอย่างน้อยการได้แอบรัก ก็ยังดีกว่าการต้องมานั่งเศร้าอกหัก >อย่างน้อยเราก็ยังได้คุยได้อยู่ใกล้ๆเหมือนเดิม
> >อยู่ใกล้เพื่อรอโอกาสดี ๆ สักครั้งที่เราจะได้บอกรักกับคน ๆ นั้น
> >แต่โอกาสก็ไม่ได้มีมาบ่อย ๆ จริงอยู่ที่ตอนนี้เราอาจจะยังอยู่ในมหาวิทยาลัย
>ทำให้เราจะได้เจอหน้าคนที่เรารักทุก ๆ วัน โอกาสจึงเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
>แต่เมื่อใดที่เราใกล้จะจบการศึกษา เมื่อนั้น โอกาสก็จะลอยห่างจากเราไปเรื่อยๆ
> >ดังนั้นจงอย่ารอโอกาส แต่จงสร้างโอกาสขึ้นมาและคว้าโอกาสนั้นไว้ แม้มันอาจจะไม่สำเร็จ
>แต่อย่างน้อยเราจะได้ไม่เสียใจภายหลังว่าเราไม่ได้ทิ้งโอกาสดีๆ นั้นไป ความรักเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน
>หากเราไม่ไขว่คว้าไว้มันก็จะหลุดมือเราไปอย่างแน่นอน
> >มีภาพยนตร์หลายๆ เรื่องที่สะท้อนถึงสภาพความเป็นจริงผ่านทางตัวละคร บางตัวก็สมหวัง บางตัวก็ต้องผิดหวัง
>ในที่นี้จะขอเสนอข้อคิด 3 ข้อจากหนัง 3 เรื่องต่อไปนี้

> > >My Best Friend’s Wedding
>เมื่อเพื่อนที่ดีที่สุด กำลังจะแต่งงาน เธอจึงรู้ตัวว่าเธอตกหลุมรักเขามานานแล้ว
>และตัดสินใจที่จะแย่งคน ที่เธอรักกลับคืนมา
>แต่สุดท้ายเธอก็ต้องพ่ายแพ้ไป
>ข้อคิด 1 : เมื่อรักใครจงอย่าลังเลที่จะบอกรัก
> > >Spider - Man
>อย่าคิดว่า Super Hero จะมีความรักกะเค้าไม่ได้ ซ้ำยังเป็นความรักที่ฝังใจมานานตั้งแต่เด็ก
>แต่เขาก็รีรอที่จะบอกรัก แม้บ้านจะอยู่ข้างกันแต่โอกาส ที่จะได้คุยกันก็มีน้อยเต็มที >แต่แล้วเมื่อโอกาสมาถึง เขาก็สามารถคว้ามันไว้ได้
>ข้อคิด 2 : เมื่อโอกาสมาถึงก็จงไขว่คว้าไว้
> >There’s Something About Mary
>แม้จะไม่ได้เจอกันถึง 13 ปี แล้วแต่ เทด ก็ยังคงรัก แมรี่ อยู่และไม่รีรอที่จะตามหาเธอและหาวิธีบอกรัก
>แม้ว่าจะต้องเจออุปสรรคมากมายก็ตาม
>ข้อคิด 3 : หากโอกาสไม่มีก็จงสร้างมันขึ้นมาเอง
> > >สุดท้ายก็ขอฝากคำคมจากหนังเรื่อง Moulin Rouge! ไว้ด้วยนะครับ
> >The greatest thing you ever learn is just to love and be loved in return
> >สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเรา ก็คือการที่เรารัก และ ได้ความรักนั้นกลับคืนมา

ฉลากข้างกล่อง ฮามากๆ........

ฉลากข้างกล่อง ฮามากๆ........

>>> >ลองอ่านดูละกัน...
>>> >1.ข้างกล่องยาจุดกันยุงแบบขดยี่ห้อนึงเขียนไว้ว่าวัตถุมีพิษ
>>> >ห้ามรับประทาน” ….ผ่างงงงงงง!!!!
>>> >(ใครอยากฆ่าตัวตายด้วยการกินยากันยุงแบบขดก็ตามใจมันเถอะ)
>>> >
>>> >2. บนถุงขนมขบเคี้ยวยี่ห้อนึง
>>> >“คุณมีสิทธิ์ได้รับรางวัลโดยไม่จำเป็นต้องซื้อโปรดอ่านรายละเอียดในซอง
>>>  (ไอ้บ้า)
>>> >
>>> >3. แปะอยู่บนสบู่ยี่ห้อดัง วิธีใช้ : เหมือนสบู่ทั่วไป” (ขอบใจนะ)
>>>
>>> >4. บนกล่องอาหารแช่แข็ง โปรดอุ่นก่อนรับประทาน
>>>…(ถ้าคนเปิดมันโง่นัก
>>>  ก็ให้มันแ-กเข้าไปเถอะ)
>>> >
>>> >5. บนที่เป่าผมยี่ห้อนึงเขียนว่าห้ามใช้ขณะหลับ” . ...(จะบ้าตาย)
>>> >
>>> >6. พิมพ์อยู่ด้านใต้ของกล่องเค้กที่ขายในห้างดังคำเตือน
>>>:ห้ามคว่ำกล่อง"
>>>  ????????
>>> >
>>> >7. บนกล่องซาลาเปาในร้านสะดวกซื้อ คำเตือน :
>>> >อาหารจะร้อนเมื่อนำเข้าไมโครเวฟ"(มันคงเย็นหรอกน๊ะ)
>>> >
>>> >8. บนกล่องเตารีด ห้ามใช้รีดผ้าขณะที่สวมใส่"
>>> >
>>> >9. บนกล่องยาแก้หวัดเด็ก ห้ามขับรถ
>>>หรือคุมเครื่องจักรขณะรับประทานยานี้
>>>  (เหวอไปเลยค่ะ)
>>> >
>>> >10. บนกล่องยานอนหลับ คำเตือน :อาจทำให้ง่วงเมื่อใช้ยานี้"
>>> >(ทำไมต้องบอกกกกกก...ที่กินก็เพราะอยากง่วงแหละ)
>>> >
>>> >11. บนกล่องไฟประดับฉลองปีใหม่ใช้สำหรับภายในหรือภายนอกอาคาร"
>>> >(ไม่บอกไม่รู้น๊ะเนี่ย)
>>> >
>>> >12. บนกล่องถั่วกระป๋องยี่ห้อดัง วิธีใช้
>>>:เปิดกระป๋องแล้วรับประทานถั่ว"
>>>  (ขอบคุณที่บอก)
>>> >
>>> >13. บนชุดซุปเปอร์แมนของเด็ก คำเตือน :
>>> >คนสวมใส่เสื้อผ้านี้ไม่สามารถทำให้บินได้"
>>> >
>>> >แต่ก็เข้าใจนะ
>>> >สินค้าบางประเภทก็มีกฏเกณฑ์บ้าบอให้ใส่ข้อความประสาทแตกบางอย่าง
>>> >อันนี้แนะนำว่า... ให้ส่งต่อให้เพื่อนๆที่ทำงาน อย.ละกันนะครับ

10 กฏเหล็กสำหรับคู่รัก

10 กฏเหล็กสำหรับคู่รัก



กฏข้อที่ 1 อยาต้องการมากเกินไป
คนเราลองรักกันแล้วควรให้อิสระแก่กันด้วยไม่ใช้ว่าพอตกลงเป็นแฟนปุ๊บก็ ห้ามไม่ให้ไปสุงสิงกะไครป๊บ แหม...ทำอย่างกับชิวิตรักเป็นชีวิตคุกก็ไม่ปานแล้ว ที่ว่าอย่างงี้จะไปกันใหวรื้อ สู้บางเวลาให้แต่ละฝ่ายมีชีวิตเป็นของตัวเองบ้างและบางคราก็ หวานแหววกับแฟนมั่ง หากแบ่งสันปันส่วนเวลาส่วนตัวอย่างนี้ความรักก็ยังอยู่กะคนทังคู่รับรองว่าแฟนไม่หนีไปไหนหรอก

กฏข้อที่2 การทำอะรัยเล็กๆน้อยๆร่วมกัน ย่อมแสดงถึงความเป็นคู่
เชื่อป่ะ ไม่ว่าการไปทานอาหารในโอกาศพิเศษที่ภัตตาคารโปรด หรือนั่งทานข้าวโพดคั่วขณะดูทีวีอยู่ บ้านด้วยกัน กิจกรรมที่เห็นว่าเล็กน้อยพวกนี้กลับมีพลัง มหาศาลที่ช่วยสร้างความผูกพัน ซึ่งเชื่อว่าอย่างอื่นก็ไม่สามารถทดแทนได้

กฏข้อที่3 อย่าคิดว่าความสัมพันธ์คราวนี้เป็นของตาย
อย่าไปให้ความรู้สึกเป็นกันเองพัฒนาไปสู่ "การปล่อตัวตามสบายจนเกินไป"เช่น แม้ทั้งคู่ จะโทรศัพท์หากันได้ทุกเมื่อที่อยากจะฝอยแหลกให้อีกฝ่ายฟัง สนิทซะจนต่างฝ่ายต่างช่วยซักกางเกงในให้กันและกันใด้ก็เหอะ คุณไม่ควรปล่อยให้ความรู้สึกเป็นกันเอง กลายเป็นจะทำไงต่อแฟนก็ได้โดยปราศจากความเกรงใจหรือเลิกพูดคำหวานๆและหยุดที่จะให้กำลังใจกันอีกต่อไปเพราะคิดตื้นๆว่าไม่จำเป็น แต่ จริงๆแล้วจำเป็นน่ะ

กฏข้อที่4 ยังจูบประทับใจกันอยู่เลย
การจูบแบบดื่มด่ำฉ่ำหวานเป็นการช่วยให้ไฟรักของคุณโชติช่วงชัชวาลในความสัมพันธ์ของคุณ ด้วยเหตุที่ว่า การจูบเป็นอะรัยที่เกียวของกับความรักและความโรมานซ์ ฉะนั้นจงยุติการจุ๊บปากชนปากแบบนกจิกซะแล้วเปลียนเป็นจุมพิตแบบดูดดื่มมิรู้ลืมดีกว่ารับรองจะเรียดคะแนนนิยมจากหวานใจได้อีกเพียบ

กฏข้อที่ 5 ตระหนักว่า การทะเลาะนั้นมีไว้เพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่เพื่อเอาชนะ
การทะเลอะเบอะแว้งเป็นสัจธรรมของการมีชิวิตคู่ฉะนันไม่ต้องกระตายตืนตูมจนเกินไป หากว่าคู่รักจะมีปากมีสียงเพียงเล็กน้อยแล้วคิดว่า ตายแล้วสงสัยจะเป็นลางร้ายของชีวิตคู่แล้วใหม ล่ะ ... ขืนคิดแบบนี้มองโลกในแง่ร้ายเกินไปจ่ะ เจ๊

กฏข้อที่ 6 อย่าแค่พูด แต่ ต้องลงมือทำ
คำพูดอาจดูสวยหรู แต่ คำพูดจะหมดความหมายถ้าคุณไม่ทำดังที่พูดเพราะฉะนั้นแทนที่จะโม้ว่าคนที่คุณรักมีความสำคัญแค่ใหนคุนควรลงมือแสดงความรัก. ความออนโยนและความยอมรับนับถือในตัวสุดที่รักไม่ดีกว่าหรือ

กฏข้อที่7อย่ากดดันแฟนคุณมากจนเกินไป
การผลักแฟนทำบางสิงที่คุณต้องการเช่น เรื่อง บน เตียง หรือ เร็อง เซ็กซ์ๆ เอ็กซ์ๆ มันเป็นการบังคับขืนใจกันเกินไปรึปล่าวต้องคิดถึงใจ แฟนเรา ด้วย การกดดันสุดที่รักให้ทำในสิงที่ไม่ พร้อม เท่ากับไปฝืนความรู้สึกแล้วความสัมพันธ์จะลงเอยกันด้วยดีได้ไง ทางที่ดีควรปล่อยให้อ่ะรัยๆเป็นไปตามธรรมชาติดีกว่ามั้ย

กฏข้อที่ 8 อย่าพูดคำ ว่า รักถ้าไม่รู้สึตามนั้นจริงๆ
เพราะมันจะทำให้เสียงความรู้สึกน่ะสิแถมยังบาป อีกต่างหากฉะนั้นถ้าไม่รักก็อย่าลวงให้ช้ำ ยังไม่อยากเสียตัก ซื่อน้ำใบบัวบก แก้ช้ำใน ทาไว้ชะด้วย

กฏข้อที่9 อยาให้ของขวัญตามอำเภอใจ
การเอาใจแฟนด้วยการรีบให้ของขวัญแหงล่ะไม่ว่าไครย่อมชอบด้วยกันทั้งนั้นซึ่งถ้าคุณ
อยากให้อะรัยแก่หว่านใจก็ให้ไปเถอะ แต่มั่นใจหน่อยนะว่าได้ให้ของที่แฟนชอบด้วยไม่ใช้ให้อะรัยก็ไม่รู้ ซึ้งหล่อนไม่มีวันแกะมันออกมาใช้ ก็อย่าให้ดีกว่านอกจากเปลืองแล้วยังทำให้รู้สึก ไม่มีความหมายอะรัยด้วย

กฏข้อที่ 10 อาศัยความลึกลับชวนให้ค้นหา
ทำตัวให้มีความลึกลับซะบ้าง บางครั้งก็ดีเหมื่อนกันการจะมีความสัมพันธ์กันอยางยาวนานได้จะต้องมีความสัมผัสแห่งการไม่รู้ เป็นศิลปะ ในการเก็บงำความลับเพื่อให้แฟนได้คาดเดาเอาไว้บ้าง เผื่อจะจูงใจให้แฟนอยากค้นหาคุณไง จำไวเหอะว่า ความไม่เด่นชัดจะยิ่งปลุกปล้ำ เฮ้ย!!! ปลุกปั้นคุณให้หน้าสนใจมากกว่าแบไต๋ให้อีกฝ่ายรู้ใจคุณซะหมด

"พรุ่งนี้ไม่สายที่จะรักกัน"...จริงหรือ?

"พรุ่งนี้ไม่สายที่จะรักกัน"...จริงหรือ?

ที่มาจาก Forward Mail
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต
เธอลืมโทรศัพท์มือถือไว้บนรถไฟฟ้า
กว่าผมจะเห็นรถไฟก็ออกจากสถานีแล้ว
ผมได้แต่หวังคอยว่าเธอจะโทรกลับมาเข้าเครื่องเพื่อเช็คว่าใครเป็นคนเก็บให้
เฝ้าคิดประโยคคำพูดสวยๆ และสถานที่นัดหมายเท่ๆ สำหรับการคืนโทรศัพท์
ใช่...ผมแอบชอบเธอมาหลายสถานีแล้ว ขึ้นสถานีเดียวกัน … นั่งข้างกัน
อยากพูดคุยแต่ไม่กล้า
ผมลอบมองเธอผ่านเงาสะท้อนจากกระจกหน้าต่างรถ
และแล้ว....โทรศัพท์ก็มีสายเรียกเข้า
ผมรับสายแต่ไม่ใช่เสียงของเธอ
เป็นเสียงจากนางพยาบาล
คุณพ่อเธอเป็นลมฟุบข้างถนน
พลเมืองดีช่วยอุ้มส่งโรงพยาบาล
อาการหนักมากต้องรับการผ่าตัดด่วน
คุณพ่อมีเธอเป็นลูกคนเดียว
ผมมีมือถืออันเดียวของเธอ
ผมจึงกลายเป็นญาติคนเดียวที่สนิทที่สุดในขณะนี้
ผมรีบไปโรงพยาบาลทันที ถึงห้องไอซียู
ป้ายหน้าห้องบอกให้ปิดมือถือก่อนเข้า
แล้วพอปิดมือถือของเธอผมก็เปิดอีกไม่ได้
เพราะรหัสผ่านไม่มี
ผมทำทุกอย่างเท่าที่พอจะทำได้
เซ็นชื่ออนุญาตให้ทำการผ่าตัดคุณพ่อ
ผมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด
รวมทั้งกลับไปตามหาเธอบนสถานีรถไฟฟ้าที่เห็นเธอครั้งสุดท้าย
ผมรู้สึกได้ว่าเธอก็คงกระวนกระวายตามหาคุณพ่อของเธอเหมือนกัน
"เธอมารับคุณพ่อกลับไปแล้วค่ะ"
นางพยาบาลบอกเมื่อเห็นผมงงกับเตียงคนไข้ที่ว่างเปล่า
"เห็นบอกว่าพอรู้ว่าคุณพ่อเธอหายไป เธอก็โทรเช็คทุกโรงพยาบาลที่ใกล้บ้าน"
แต่ผมเช็คทุกบ้านที่ใกล้โรงพยาบาลไม่ได้
"เธอยังฝากข้อความถึงคุณด้วย"
นางพยาบาลยื่นกระดาษแผ่นเล็กๆ มาให้
เป็นตัวเลขสี่หลักลายมือบรรจง
“2120”
"เธอบอกจะโทรไปหาคุณเอง" พยาบาลยิ้มและบอกผม....
วันเวลาผ่านไป นาน เท่าไหร่จำไม่ได้.....
เธอ : ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างนะคะ
เขา : ไม่เป็นไรหรอกครับ
เธอ : แล้วเราจะเจอกันที่ไหนดีคะ
เขา : ตรงแบล็คแคนย่อนในสถานีรถไฟที่เราเคยขึ้นบ่อยๆ เป็นไงครับ
เธอ : ได้ค่ะ กี่โมงดีคะ
เขา : อีกชั่วโมงนึงเจอกันนะครับ
เธอ : ได้ค่ะ พอคุณถึงแล้วโทรเข้าเบอร์นี้นะคะ 01***-****
และแล้ววันเวลาที่เขาจะบอกรักก็มาถึง
เขา : คือผมเห็นคุณขึ้นระไฟฟ้าไปทำงานมาสามปีแล้วครับ
ทุกครั้งถ้ามีที่ว่างผมพยายามไปนั่งข้างคุณ หรือไม่ก็ไปยืนข้างๆ คุณ
ผมแอบมองคุณจากเงาสะท้อนในกระจกทุกครั้งเลยครับ
เธอ : จริงหรือคะ ดิฉันก็มองคุณมานานแล้วค่ะ
แต่ดิฉันมองที่คุณตรงๆ เลยค่ะ
ดิฉันมองคุณปีนึงเต็มๆ เลยค่ะ
แต่คุณไม่มีทีท่าว่าจะมองดิฉันเลย
ตอนนั้นดิฉันเห็นคุณมองแต่วิวข้างนอก
ดิฉันมองอยู่หนึ่งปีเต็ม
ดิฉันคิดว่าคงไม่มีหวังแล้ว ยังไงๆ เขาก็ไม่สนใจดิฉัน
ดิฉันเลยไม่ได้สนใจคุณอีกเลยค่ะ
สองปีให้หลังดิฉันเลยมองคนที่อยู่อีกข้างของดิฉัน
แล้วเขาก็ส่งยิ้มให้ดิฉันค่ะ
เรามองกันอยู่ปีครึ่งค่ะ
หกเดือนที่แล้วเราก็ได้คุยกันครั้งแรกค่ะ
คุณเชื่อมั๊ยคะว่าเราเพิ่งหมั้นกันอาทิตย์ที่แล้วเองค่ะ
เขา : ...(อึ้งไปเลยพูดไม่ออก)......คะคคครับ......
“ขอให้คุณกับคู่หมั้นมีความสุขมากๆ แล้วเจอกันครับ ... บายยยย”
หลังจากนั้นเป็นต้นมาผมได้แต่คิดว่า ...
ทำไมตอนนั้นผมถึงไม่เข้าไปคุยกับเธอ
ทำไมผมไม่บอกเธอ...ว่าชอบ
ทำไมผมไม่บอกเธอ...ว่าสนใจ
ณ ตอนนั้นที่เจอเธอทำไมผมต้องบอกตัวเองว่า
เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยบอกเธอก็ได้...เฮ้อออออ

ระเบียบการพนักงาน ฝ่่ายบุคคล บริษัทแห่งหนึ่ง

ระเบียบการพนักงาน
      1.       การแต่งกาย  :  บริษัทขอแนะนำพนักงานทุกท่านว่า ท่านควรแต่งกายให้เหมาะสมกับฐาน
เงินเดือนของท่าน เพราะ
      ถ้าทางบริษัทเห็นว่าท่านใส่รองเท้า PRADA ราคา 30,000 บาท และถือกระเป๋า GUCCI ราคา
40,000 บาท  มาทำงานแล้ว
      ล่ะก้อ บริษัทขอสันนิษฐานว่าฐานเงินเดือนของท่านเหมาะสมดีอยู่แล้ว ไม่เห็นควรต้องขึ้นเงินเดือนแต่อย่
างใด
      2.       การลาป่วย  :  บริษัทไม่ยอมรับใบรับรองแพทย์ หรือ คำวินิจฉัยใด ๆ  ที่ระบุว่าท่านป่วย
เพราะถ้าท่านสามารถไป
      พบแพทย์ได้ ท่านก็น่าจะมาทำงานได้
      3.       การผ่าตัด : ห้ามพนักงานทำการผ่าตัดใด ๆ  ทั้งสิ้น ตราบเท่าที่ท่าน ยังเป็นพนักงานของ
ที่นี่ ท่านจำเป็นต้องมีอวัยวะ
      ครบถ้วน ท่านไม่สามารถตัดสินใจยักย้าย ถ่ายเท หรือตัดอวัยวะใด ๆ ทิ้ง เพราะบริษัทว่าจ้างท่านครบ
ทุกส่วนและไม่บุบสลาย การ
      ยักย้ายถ่ายเทอวัยวะใด ๆ  ถือว่าเป็นการละเมิดต่อสัญญาจ้างงาน
      4.       การลากิจ  :   พนักงานมีสิทธิ์ลากิจได้ 104 วัน ต่อปี ได้แก่ วันเสาร์และวันอาทิตย์
      5.       การลาพักร้อน : บริษัทยินดีอนุญาต ให้พนักงานลาพักร้อนได้ในช่วงเดียวกันของทุกปี โดยบ
ริษัทขอประกาศให้วันที่ 31
      ธันวาคม และวันที่ 1 มกราคม เป็นวันหยุดพักผ่อนประจำปี
      6.       การลาเพื่อไปร่วมพิธีศพ :  การลางานเพื่อไปร่วมพิธีศพ ไม่ถือว่าสมเหตุสมผล เนื่องจาก
ท่านไม่สามารถทำให้เพื่อน
      ญาติ หรือเพื่อนร่วมงานฟื้นขึ้นมาได้ แต่หากพนักงานจำเป็นต้องไปร่วมพิธีศพ พิธีควรจะจัดในช่วงเย็นหลั
งเวลาเลิกงาน บริษัทยินดี
      ให้ท่านออกไปก่อนเวลาเลิกงาน 1 ชั่วโมง
      7.       การลาอันเนื่องมาจากเสียชีวิต :  ถือเป็นการลาอย่างสมเหตุสมผล อย่างไรก็ตาม พนักง
านควรแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อ
      ย 2 สัปดาห์ เพื่อที่บริษัทจะได้หาและฝึกพนักงานใหม่ขึ้นแทน
      8.       การใช้ห้องน้ำ  : เนื่องจากเวลาในการใช้ห้องน้ำนานเกินไป จึงขอให้พนักงานปฏิบัติดังนี้
ให้พนักงานเข้าห้องน้ำ
      เรียงตามลำดับอักษร  เช่น พนักงานที่ชื่อขึ้นต้นด้วย ก. ให้เข้าห้องน้ำในเวลา 8.30

ส่วนหนึ่งของชีวิต...ที่ไม่สำคัญ

ไม่สำคัญว่า ... คุณขับรถยี่ห้ออะไร ? สำคัญว่า... คุณเคยให้คนที่ไม่มีรถ " นั่ง " มาด้วยกี่ครั้ง

ไม่สำคัญว่า ... คุณทำงานล่วงเวลามากขนาดไหน ? สำคัญว่า ... คุณให้ "เวลา" แก่ครอบครัว และคนที่รักมากแค่ไหน

ไม่สำคัญว่า ... คุณมีเสื้อผ้าทันสมัยกี่ชุดในตู้ ? สำคัญว่า ...คุณเคยให้เสื้อผ้าแก่คนที่ " ขาดแคลน " ใส่กี่ชุด

ไม่สำคัญว่า ... คุณมีฐานะอะไรในสังคม ? สำคัญว่า ... คุณ " วางตัว " ในระดับไหน

ไม่สำคัญว่า ... คุณมีทรัพย์มากเท่าไหร่ ? สำคัญว่า ... สิ่งที่คุณมี มันมี "อำนาจ " ชี้ขาดชีวิตคุณแค่ไหน

ไม่สำคัญว่า ... เงินเดือนสูงสุดของคุณเท่าไร ? สำคัญว่า ... คุณต้องสละ " อุดมการณ์ " เพื่อได้มันมาหรือไม่

ไม่สำคัญว่า ... คุณได้เลื่อนขั้นกี่ขั้นแล้ว ? สำคัญว่า ... คุณเคย "สนับสนุน" ใครให้ได้เลื่อนขั้นบ้าง
ไม่สำคัญว่า ... คุณมีตำแหน่งการงานอะไร ? สำคัญว่า ... คุณทำงานสุด " ความสามารถ " หรือไม่

ไม่สำคัญว่า ... คุณมีเพื่อนกี่คน ? สำคัญว่า ... คุณเป็น " เพื่อนแท้ " กับใครบ้าง

ไม่สำคัญว่า ... คุณเรียกร้องและปกป้องสิทธิของตัวเองอย่างไร? สำคัญว่า ...คุณทำอะไรเพื่อ " ช่วยและปกป้อง " สิทธิคนอื่น

ไม่สำคัญว่า ... สิ่งที่คุณทำสอดคล้องกับคำพูดของคุณกี่ครั้ง ? สำคัญว่า ...
                                                                                       

สะกดชื่อบุคคลหรือชื่อภูมิศาสตร์เป็นภาษาอังกฤษอย่างไร จึงจะถูกต้อง

> หลักเกณฑฺ์โดยย่อที่สำคัญ  

1. สะกดตามคำอ่าน  อ่านอย่างไรสะกดอย่างนั้น   เช่น   สุรศักดิ์  สะกดตามคำอ่านว่า   SURASAK,   สิรีอารยา  สะกดตามคำอ่านว่า  SIRIARAYA,   ถนนราชดำเนิน    สะกดตามคำอ่านว่า  Thanon  Ratchadamnoen  (คำว่า  ถนน ใช้ทับศัพท์  เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ) ,  เชียงใหม่   สะกดตามคำอ่านว่า  Chiang  Mai,  สรั่ง  (อ่านว่า สะหรั่ง)  SARANG,  สร่าง  (อ่านว่า  ส่าง)  SANG, นนทรี  (อ่านว่า  นน-ซี) 
NONSI   

2. คำควบกล้ำ  ร  ล  หรือ ว  ให้ใส่  r  l  หรือ  w  ด้วย  ถ้าออกเสียง
ชัดเจน  เช่น ราชคราม  RATCHAKHRAM,  คล้า  KHLA, คลอง 
KHLONG,  ควาย  KHWAI,  พลอย  PHLOI, ไพร  PHRAI, นิทรา  NITTHRA
 
ถ้าไม่ได้ออกเสียงก็ไม่ต้องใส่ เช่น จริง  CHING, ศรีสะเกษ  SI SA KET,  สระ   SA 

3.  ว   ภาษาอังกฤษใช้  W  (ไม่ใช้  V)   เช่น วิทยา ใช้  WITTHAYA ,  วารุณี   WARUNI

4.  กรณีอ่านยาก หรืออ่านผิดได้  ให้ใช้เครื่องหมาย  " - "  เพื่อแยกพยางค์   เช่น   สง่า   Sa-nga, บังอร   Bang-on,  สำอาง   Sam-ang   เป็นต้น
            
>>>  โปรดดูตารางพยัญชนะและตารางสระ ควบคู่กันไป  ในเวลา
          ถอดอักษร












หากมีข้อสงสัยประการใด  ขอเชิญอ่าน หลักเกณฑ์การถอดอักษรไทย
เป็นอักษรโรมัน แบบถ่ายเสียง พร้อมคำอธิบาย ด้านล่างนี้ จะช่วยอธิบาย
ได้ดีขึ้น  หรือเชิญสอบถามผู้เขียนโดยตรงที่บล็อกนี้ก็ได้

***

ท่านจะหาอ่าน  หลักเกณฑ์การถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมัน แบบถ่ายเสียง
ของ ราชบัณฑิตยสถาน ฉบับสมบูรณ์ ได้ที่นี่ 

http://www.royin.go.th/upload/246/FileUpload/416_2157.pdf
หรือ  เข้าไปที่ลิงก์นี้ก็ได้ครับ

สุภาษิตหมาไทยอย่างไม่เป็นทางการ...

สุภาษิตหมาไทยอย่างไม่เป็นทางการ...





เห็นหมาขี้ ขี้ตามหมา หมายถึง คนที่ทำตามหมา เพราะเห็นสิ่งดี ๆ ที่มีในตัวหมา
เข็นหมาขึ้นภูเขา หมายถึง คนที่ชอบทรมานหรือพยายามให้หมาทำในสิ่งที่เกินกำลัง
น้ำมาหมากินมด น้ำลดมดกินหมา หมายถึง สั้น ๆ ง่าย ๆ ทีใคร ทีมัน
เขียนหมาให้วัวกลัว หมายถึง ทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียขวัญอย่างแรง
เดินตามหมา ผู้ใหญ่ไม่กัด หมายถึง ลองเปลี่ยนตัวเองมาเป็นหมาสักวันสิ แล้วผู้ใหญ่จะอึ้ง…
หมาลืมตีน หมายถึง เมื่อหมานั่ง ๆ นอน ๆ คงจะลืมไปว่ามีตีนชั่วขณะ
สาวไส้ให้หมากิน หมายถึง ต้องเป็นคนไม่คาบเครื่องใน
ความรักทำให้หมาตาบอด หมายถึง ถ้าคุณรู้สึกมืดหม่น มัวหมอง มองโลกไม่ทะลุ เพราะรัก…นั่นแหละคุณกำลังจะเป็นหมา
หมาในกะลาครอบ หมายถึง หมาที่อยู่แต่ในโลกแคบ (โดนกักขังน่าสงสาร)
กำแพงมีหู ประตูมีหมา หมายถึง บ้านหลังดังกล่าวไม่น่าอยู่ใกล้อย่างยิ่ง หมาดุ๊…ดุ
ใกล้เกลือกินหมา หมายถึง เลือกเอาระหว่างไอโอดีน กับโปรตีน
ข้าวยากหมาแพง หมายถึง อะไร ๆ ก็ขึ้นราคา ไม่เว้นแม้กระทั่งหมา
ขี่หมาจับตั๊กแตน หมายถึง นับว่าคุ้มกว่าขี่ช้างจับแมลงวัน
คนดีหมาคุ้ม หมายถึง อ้าว…จริง ๆ นะ ไม่งั้นจะมีหมาไว้เฝ้าบ้านทำไม
คบคนให้ดูหมา ซื้อผ้าให้ดูเนื้อ หมายถึง เหมือนกับ love me love my dog ความสับสนในอารมณ์ คือจะซื้อผ้าแต่ไปดูเนื้อ
งมหมาในมหาสมุทร หมายถึง เธอคงรักหมาตัวนั้นมาก หารู้ไม่ หมาก็ว่ายน้ำเป็น ไม่ต้องงม ถ้าตายเดี๋ยวลอยขึ้นมาเอง
จับหมามือเปล่า หมายถึง ไม่มีเหตุผลที่จะต้องใส่ถุงมือก่อนจับหมา
หมาสองหัว หมายถึง น่ากลัวพิลึก
งูกินหมา หมายถึง อนาคอนดา ชัวร์
หมาหายล้อมคอก หมายถึง แก้ที่ปลายเหตุ (ค่าอาหารคงแพง จึงแกล้งปล่อยไปซะงั้น)
ยื่นหมูยื่นหมา หมายถึง แลกกันนะ แลกกัน
หมาป่าเดียวกัน หมายถึง พวกเดียวกัน
ยืนกรานเป็นหมาขาเดียว หมายถึง น่าน… หมาพิการปากแข็ง
ปั้นหมาเป็นตัว หมายถึง อืม… เก่งโคตร
หมาเบื่อหมาเมา หมายถึง ไม่สบอารมณ์อย่างแรง เลยไปดื่มเหล้า
มือไม่พาย เอาหมาราน้ำ หมายถึง ไม่ช่วยเหลือแล้วยังทรมานสัตว์อีก (พายจริง ๆ )
หมาหุ้มกระดูก หมายถึง พาไปหาหมอได้แล้ว หมาอดยากชะมัด
หน้าสิ่วหน้าหมา หมายถึง อยู่ในภาวะอันตราย เพราะอีกฝ่ายเป็นหมา
หนีร้อนมาพึ่งหมา หมายถึง โปรดระวังโรคพิษสุนัขบ้า!
ผู้หญิงเลวกว่าหมา หมายถึง ไม่ทุกคนมั้ง?

ลีลาวดี วัชโรบล




..ลีลาวดี วัชโรบล

 
    เกิด                         วันที่ 23 มกราคม 2510
    สถานที่เกิด            เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
    สถานภาพ              โสด
    บิดามารดา            พลอากาศตรี ตะนัย และนางจินตนา วัชโรบล
      (เป็นหลานของ ดร.คลุ้ม วัชโรบล นักวิทยาศาสตร์ ทางชีววิทยาที่โด่งดัง และเป็นผู้ก่อตั้งสมาคมครูจุฬาฯ )
การศึกษา                 -โรงเรียนสตรีวรนาถ
                           -โรงเรียนจิตรลดา (ได้รับพระราชทานเข็มสามารถในฐานะนักเรียนดีเด่นจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี )
                           -ปริญญาตรีศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาเอกเทคโนโลยีทางการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒบางเขน
                           -เรียนภาษาอังกฤษหลักสูตรเร่งรัดต่ออีก 6 เดือน ที่ประเทศอังกฤษ
การทำงาน                -เริ่มงานด้านบันเทิงโดยเป็นนักร้องในกลุ่ม พบดาวและ “18 กะรัต” (ปี 2527)
                           -ได้ตำแหน่งรองนางสาวไทยอันดับหนึ่ง และขวัญใจช่างภาพและสื่อมวลชน ในการประกวดปี 2528  โดยได้ตำแหน่งในขณะที่ศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1
                           -เป็นตัวแทนประกวด Miss Asia Pacific ปี 2528
                           -มีโอกาสแสดงละครโทรทัศน์ อาทิ สะใภ้สารพัดพิษ, แม่นาคพระโขนง ฯลฯ
                           -ทำหน้าที่พิธีกร รวมทั้งผู้ดำเนินรายการทางวิทยุอีกหลายรายการ อาทิ รายการเพื่อนใจ  ปี 2528-2529, เดินไปสู่ความสุข, ธรรมะทัศนา ปี 2539-2542 ฯลฯ
                           -เป็นผู้ดำเนินรายการบ่าย ๆ สบายใจตอบปัญหาทางกฎหมาย จิตวิทยา และความรู้ทั่วไป และเป็นผู้ดำเนินรายการวัฒนธรรมสัญจร ทางช่อง 9....ที่นำเสนอวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่นของไทยทั่วประเทศ, เป็นวิทยากรพิเศษบรรยายด้านการพัฒนาจิตใจทั้งในประเทศเช่นที่บ้านพักฉุกเฉิน, บ้านพญาไท และต่างประเทศที่ญี่ปุ่น, ไต้หวัน ฯลฯ
                        -หลังอิ่มตัวในวงการบันเทิงได้หันไปทำธุรกิจจัดสรรที่ดินของครอบครัว โดยช่วยในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัทจินตนัย จำกัด ดูแลที่ดินสวนเกษตรในจังหวัดเพชรบูรณ์,เพชรบุรี พร้อมช่วยเหลืองานสังคมสงเคราะห์ต่าง ๆ
ด้านการเมือง         -ลงเล่นการเมืองครั้งแรกโดยสมัครรับเลือกตั้ง ส..ในนามพรรคประชากรไทย ในการเลือกตั้งวันที่ 6..2544

web site เกี่ยวกับโรงเรียน

http://www.karn.tv/school.html

http://www.siamschool.net/index.php

ข้อคิดและข้อปฎิบัติสำหรับผู้ต้องการเพิ่มEQ ของตัวเอง

ข้อคิดและข้อปฎิบัติสำหรับผู้ต้องการเพิ่มEQ ของตัวเอง
หัดคิดแต่ด้านบวก ***แล้วจะรู้ว่ามีแต่สิ่งที่เป็นไปได้***
หัดฝัน ***แล้วจะรู้ว่าโลกนี้น่าอยู่***
หัดพูดแต่ด้านบวก ***แล้วจะรู้ว่ามีคนอีกมากมายที่รักเรา***
หัดยิ้ม ***แล้วจะรู้ว่าเราคือคนที่น่ารัก***
หัดฟาดฟันกับอุปสรรค ***แล้วจะรู้ว่าเราคือคนที่เข้มแข็ง***
ลองทน ***แล้วจะรู้ว่าเรามีความอดทนยิ่งกว่าใคร***
ลองออกกำลังกายทุกวัน ***แล้วจะรู้ว่าเราคือมนุษย์เจ้าพลังคนหนึ่ง***
ลองคิดเอาชนะ ***แล้วจะรู้ว่าเราสามารถเอาชนะ ตัวเองได้ไม่ยาก***
ลองคิดให้ใหญ่ ***แล้วจะรู้ว่าเรามีความสามารถอย่างน่าแปลกใจ***
นักพูดที่เป็นที่รู้จักกันดีท่านหนึ่งได้เริ่มหยุดการสัมนาของเขาโดยการหยิบแบงค์ 1,000 ขึ้นมา
ในห้องที่มีผู้เข้าร่วม 200 ท่าน แล้วเขาก็พูดว่า
"ใครอยากได้แบงค์ 1,000 นี้บ้าง?" มือได้ถูกยกขึ้นเป็นจำนวนมาก และเขาก็พูดต่อว่า
"ฉันจะให้เงินแบงค์1,000 นี้แก่หนึ่งในพวกท่านแต่ครั้งแรกนี้ฉันจะทำอย่างนี้"
เขาเริ่มที่จะขยำๆเงินนั้นแล้วเขาก็ถามอีกว่า "ใครจะยังต้องการมันอีก"
ยังคงมีมือที่ยกขึ้นอีก
"ดี" เขาตอบ
" แล้วถ้าฉันทำอย่างนี้ล่ะ"
และเขาก็ทิ้งมันลงที่พื้นและเริ่มที่เหยียบย่ำมันด้วยรองเท้าของเขา แล้วเขาก็เก็บขึ้นมา ขณะนี้มันทั้งยับยู่ยี่และสกปรก
"ตอนนี้ใครยังต้องการมันอีก" ก็ยังคงมีคนยกมืออีก
"เพื่อนๆคุณได้เรียนรู้บทเรียนที่มีคุณค่ามากที่สุดบทหนึ่งแล้วว่าไม่ว่าฉันจะทำอะไรกับเงิน คุณก็ยังต้องการมันอยู่
เพราะว่ามันไม่ได้ลดคุณค่าในตัวมันลงเลย มันก็ยังคงมีค่า1,000 บาทอยู่นั่นเอง
 เหมือนกับหลายๆครั้งในชีวิตของเรา ที่ถูกทิ้ง ถูกเหยียบย่ำ และถูกทำให้สกปรก โดยสิ่งที่เราตัดสินใจทำมันและสภาพแวดล้อมที่เราเจอ ทำให้เรารู้สึกว่าคุณค่าของเราลดน้อยลง แต่ไม่ว่าอะไรที่ได้เกิดขึ้นหรืออะไรที่จะเกิดขึ้น คุณไม่เคยสูญเสียคุณค่าของคุณ คุณเป็นคนพิเศษ -- อย่าลืมมันตลอดไป!
"อย่านำความผิดหวังของเมื่อวานมาบดบังความฝันในวันพรุ่งนี้"

ที่มาของวันทั้ง 7 ในรอบสัปดาห์

ผมเคยสงสัยมาตลอดว่าทำไมเราถึงใช้สัปดาห์มี 7 วัน ทำไมไม่ทำให้สอดคล้องกับเดือนในแต่ละเดือน หรือจำนวนวัน ใน 1 ปี เคยลองพยายามหาสมมุติฐานไปเรื่อย สิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดคือ หลักการของทฤษฏีวงรอบของจันทรคติ คือ ประมาณ 28-30 วันต่อ 1 รอบ ต้นกำเนิด และที่มาทำไมต้อง 7 วัน
          จากการค้นคว้าหาข้อมูล พบว่า การใช้สัปดาห์มี 7 วัน มีมาตั้งแต่ยุคสุเมเรีย และบาบิโลน โดยมีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกว่า ว่าได้มีการกำหนดให้หนึ่งสัปดาห์มี 7 วัน เมื่อประมานปีที่ 2350 ก่อนคริสตศักราช (2350BC) โดยกษัตริย์ซาร์ก้อนที่หนึ่งแห่งนครอัคคาด (Sargon I, King of Akkad) ภายหลังจากที่ได้ยึดครองเมืองอูร์ (Ur) และเมืองอื่น ๆ ในคว้นซูเมอร์เรีย (Sumeria) ชื่อของกษัตริย์องค์นี้ และเมืองนี้มีการอ้างถึงในหนังสือคัมภีร์สูตรเรือนชะตาของอาจาร์ยประยูร ผมจะไปค้นคว้าเพิ่มเติม แล้วกลับมาเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป
          นอกจากเมืองอูร์จะเป็นต้นกำเนิดของการกำหนดให้สัปดาห์หนึ่งมีเจ็ดวันแล้ว ยังเป็นต้นกำเนิดของการกำหนดให้หนึ่งชั่วโมงมี 60 นาทีด้วย เพราะในยุคนั้น ชาวซุเมอร์เรียนใช้ระบบเลขหลัก 60 ในการคำนวน (แทนการใช้ระบบทศนิยมในปัจจุบัน)
          ในยุคสมัยนั้น มนุษย์มีความเชื่อว่า โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล หรือเรียกว่า Geocentric ดวงอาทิตย์ และสิ่งต่างบนท้องฟ้าต่างโคจรรอบโลก และค้นพบว่ามีดาวเคราะห์ที่สามารถสังเกตุได้ด้วยตาเปล่า (naked eye planets) อยู่ 5 ดวง ซึ่งประกอบด้วย ดาวพุธ ดาวอังคาร ดาวศุกร์ ดาวพฤหัส และดาวเสาร์ เคลื่อนที่ผ่านกลุ่มดาวฤกษ์ (Fix Stars) หรือกลุ่มดาวในจักรราศี และเมื่อรวมกับ ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ ก็จะมีดาวบริวารของโลกทั้งสิ้น 7 ดวง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำไมสัปดาห์จึงมี 7 วัน จะเห็นได้จากชื่อที่ใช้เรียกในแต่ละวันยังคงมีความหมายที่เกี่ยวข้องกับดาว หรือตามตำนานของเทพเจ้าประจำดาว ทั้ง 7
การเรียงลำดับของวันในสัปดาห์ (Order)
          และเมื่อค้นลึกลงไปอีก ก็เป็นที่น่าประหลาดใจและเหลือเชื่ออย่างยิ่งว่า จริงๆแล้วการเรียงวันในสัปดาห์ มีรากฐานมาจากโหราศาสตร์นั้นเอง
          เมื่อโลกเป็นสูตรกลางของจักรวาล โดยมีดาวทั้ง 7 ดวงที่โคจรอยู่รอบโลกนั้น ดาวก็ถูกจัดเรียงลำดับตามระบบปโตเลมี (Ptolemaic system) คือ เรียงจากดาวไกลสุดจากโลกมากที่สุดมายังดาวใกล้โลกมากที่สุด โดยใช้อัตราการโคจรรอบโลกเป็นตัววัด จึงได้การเรียงลำดับดังนี้ เสาร์ พฤหัส อังคาร อาทิตย์ ศุกร์ พุธ และจันทร์ ดังรูปที่แสดง

          และจากนั้นให้แต่ละชั่วโมงมีดาวเป็นดาวประจำชั่วโมงอยู่ โดยเรียงลำดับตาม เสาร์ พฤหัส อังคาร อาทิตย์ ศุกร์ พุธ และจันทร์ ตามลำดับ และวนรอบไปเรื่อยๆ ซึ่งเรียกว่า “Planetary Hour” ซึ่งก็คือ ระบบยามแบบสากล นั้นเอง
          Planetary Hour หรือ ยามแบบสากล เป็นวิธีการทำนายกาลชะตา (Horary) แบบหนึ่ง ซึ่งยังคงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แล้วผมจะมาเล่าเพิ่มเติม ว่าน่าสนใจเพียงใด มีวิธีการทำนาย และการคำนวนอย่างไร
รูปที่แสดง ดาว 7 แฉก ตามยามแต่ละชั่วโมง (Heptagram of the week)

          ชั่วโมงแรกของรุ่งอรุณของวันที่ 1 เริ่มต้นที่ ดาวเสาร์ ให้ชื่อว่า "ชั่วโมงของเสาร์" ถัดไปชั่วโมงที่ 2 เป็น "ชั่วโมงของพฤหัส" ชั่วโมงที่ 3 เป็น "ชั่วโมงของอังคาร" ชั่วโมงต่อไป เป็น "ชั่วโมงของอาทิตย์", "ชั่วโมงของศุกร์", "ชั่วโมงของพุธ" และ "ชั่วโมงของจันทร์" ตามลำดับ  และเมื่อครบรอบ 7 ชั่วโมง ก็จะวนกลับมาที่ “ชั่วโมงของเสาร์” ใหม่ เป็นวงรอบไปเรื่อยๆไม่รู้จบ
          ดังนั้นชั่วโมงที่ 25 หรือชั่วโมงที่ 1 ของวันที่ 2 ก็จะเป็น “ชั่วโมงของอาทิตย์” และชั่วโมงที่ 49 หรือชั่วโมงที่ 1 ของวันที่ 3 คือ “ชั่วโมงของจันทร์
          และเมื่อเรียงลำดับชั่วโมงไปเรื่อย ครบทั้ง 7 วัน เราก็จะพบว่าชื่อของวันนั้น คือ ดาวที่ประจำของรุ่งอรุณในแต่ละวัน ดังนั้นจริงๆ แล้ววันแรกในสัปดาห์จะเริ่มต้นด้วย “วันเสาร์” และถัดไปคือ วันอาทิตย์ จันทร์ อังคาร พฤหัสบดี และ ศุกร์ ตามลำดับ
          หากท่านใดมีความรู้เรื่องยามอัฐกาล ของโหราศาสตร์ไทย ก็จะพบว่าลำดับดาวพระเคราห์ประจำยามในภาคกลางวัน มีการเรียงลำดับตามระบบปโตเลมี ซึ่งอาจาร์ยพลูหลวง เคยเขียนบทความถึงความมหัศจรรย์ของดาว 7 แฉกนี้ ทั้งเรื่องของยามอัฐกาล และ เลข 7 ตัว

 ชื่อวัน ใน 1 สัปดาห์ (The Names of the Days)
          การกำหนดชื่อวันในแต่ละสัปดาห์ในทุกชาติทุกภาษาจะตั้งชื่อให้เกี่ยวข้องกับเทพเจ้าในตำนาน หรือมีความหมายตามดาวดาวทั้ง 7 แทบทั้งสิ้น สมัยแรกๆ จะให้วันเสาร์ (Saturday) เป็นวันแรกของสัปดาห์ ต่อมา ได้นับถือดวงอาทิตย์มากขึ้น จึงให้วันของดวงอาทิตย์ (Sun's day) เลื่อนอันดับ จากวันอันดับที่ 2 ของสัปดาห์ เป็นวันแรกของสัปดาห์แทน ทำให้วันเสาร์ กลายเป็นวันลำดับที่ 7 ของสัปดาห์ไปในที่สุด
วันอาทิตย์ (Sunday)มีชื่อมาจากภาษาละติน ว่า "dies solis" หมายถึง "วันของดวงอาทิตย์" (Sun's day) เป็นชื่อวันหยุดของคนนอกศาสนา และต่อมา ถูกเรียกว่า "Dominica" (ภาษาละติน) หมายถึง "วันของพระเจ้า" (the Day of God) ต่อมา ภาษาที่มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน เช่น ฝรั่งเศส, สเปน, อิตาเลี่ยน ก็ยังคงใช้คำที่คล้ายกับรากศัพท์ดังกล่าว เช่น
• ภาษาฝรั่งเศส: dimanche;
• ภาษาอิตาเลี่ยน: domenica;
• ภาษาสเปน: domingo
• ภาษาเยอรมัน: Sonntag;
• ภาษาดัทช์: zondag ทั้งหมดมีความหมายว่า "Sun-day"

วันจันทร์ (Monday)มีชื่อมาจากคำว่า "monandaeg" หมายถึง "วันของดวงจันทร์" (The Moon's day) เป็นวันที่สองของสัปดาห์ ที่ตั้งขึ้นมา เพื่อสักการะ "เทพธิดาแห่งดวงจันทร์" (The goddess of the moon)
• ภาษาฝรั่งเศส: lundi;
• ภาษาอิตาเลี่ยน: lunedi;
• ภาษาสเปน: lunes (มาจากคำว่า Luna หมายถึง "ดวงจันทร์")
• ภาษาเยอรมัน: Montag;
• ภาษาดัทช์: maandag ทั้งหมดมีความหมายว่า "Moon-day"

วันอังคาร (Tuesday)      เป็นชื่อเทพเจ้า Tyr ของชาวนอรเวโบราณ (The Norse god Tyr) ส่วนชาวโรมัน เรียกเป็นชื่อสำหรับเทพเจ้าสงคราม แห่งดาวอังคาร (the war-god Mars) ว่า "dies Martis"
• ภาษาฝรั่งเศส: mardi;
• ภาษาอิตาเลี่ยน: martedi;
• ภาษาสเปน: martes
• ภาษาเยอรมัน: Diensdag;
• ภาษาดัทช์: dinsdag;
• ภาษาสวีเดน: tisdag

วันพุธ (Wednesday)เป็นวันที่ตั้งเป็นเกียรติสำหรับ เทพเจ้า Odin ของชาวสวีเดน และนอรเวโบราณ ส่วนชาวโรมันเรียกว่า "dies Mercurii" สำหรับใช้เรียกเทพเจ้า Mercury (ประจำดาวพุธ)
• ภาษาฝรั่งเศส: mercredi;
• ภาษาอิตาเลี่ยน: mercoledi;
• ภาษาสเปน: miercoles
• ภาษาเยอรมัน: Mittwoch;
• ภาษาดัทช์: woensdag

วันพฤหัสบดี (Thursday)เป็นชื่อเทพเจ้า Thor ของชาวนอรเวโบราณ (The Norse god Thor) เรียกว่า "Torsdag" ส่วนชาวโรมัน เรียกเป็นชื่อสำหรับเทพเจ้า Jove หรือ Jupiter ซึ่งเป็นเทพเจ้า แห่งเทพทั้งปวง และเรียกวันนี้ว่า "dies Jovis" หมายถึง วันของ Jove (Jove's Day)
• ภาษาฝรั่งเศส: jeudi;
• ภาษาอิตาเลี่ยน: giovedi;
• ภาษาสเปน: el jueves
• ภาษาเยอรมัน: Donnerstag;
• ภาษาดัทช์: donderdag ทั้งหมดมีความหมายว่า "วันสายฟ้า" (Thundar day)

วันศุกร์ (Friday)      เป็นชื่อเทพธิดา Frigg ของชาวนอรเวโบราณ (The Norse goddess Frigg) ภาษาเยอรมันเคยเรียกว่า "frigedag" ส่วนชาวโรมัน เรียกเป็นชื่อสำหรับเทพธิดา Venus ว่า "dies veneris"
• ภาษาฝรั่งเศส: vendredi;
• ภาษาอิตาเลี่ยน: venerdi;
• ภาษาสเปน: viernes
• ภาษาเยอรมัน: Freitag;
• ภาษาดัทช์: vrijdag

วันเสาร์ (Saturday)      ชาวโรมันใช้เรียกเป็นชื่อสำหรับเทพเจ้า Saturn ว่า "dies Saturni" หมายถึง Saturn's Day.
• ภาษาฝรั่งเศส: samedi;
• ภาษาอิตาเลี่ยน: sabato;
• ภาษาสเปน: el sabado
• ภาษาเยอรมัน: Samstag;
• ภาษาดัทช์: zaterdag;
• ภาษาสวีเดน: Lordag
• ภาษาเดนมาร์คและนอรเว: Lordag หมายถึง "วันชำระล้าง" (Washing day)

บทความเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็ก

วันๆ หนึ่ง แม้เป็นเด็กเล็กก็จะต้องเดินทางตามผู้ใหญ่จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งเสมอ ใกล้ไกลก็แตกต่างกันไป คนไทยเราชอบอุ้มเวลาเราจะพาเด็กๆ ไปไหนมาไหน แม้แต่นั่งรถก็ยังชอบอุ้มนั่งตัก แต่ประเทศพัฒนาเขาจะพยายามอุ้มน้อยๆ เพราะเขากลัวว่าจะก่อให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดข้อ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาททำให้ปวดเรื้อรังได้ นอกจากนั้นยังเกิดอุบัติเหตุจากการพลัดตกหกล้มเจ็บทั้งคนอุ้มกับเด็กที่ถูกอุ้ม ดังนั้นเรื่องนี้จึงสำคัญมากที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องเรียนรู้ความเสี่ยงและเลือกใช้ข้าวของเหล่านี้ให้ถูกต้องครับ
รถเข็นเด็ก
รถเข็นเด็กเป็นอุปกรณ์ที่มีความนิยมใช้มากขึ้น โดยใช้เข็นเด็กขณะอยู่ในละแวกบ้าน ห้างสรรพสินค้า หรือแหล่งท่องเที่ยว ในห้างสรรพสินค้ามีการประยุกต์โดยต่อเติมเก้าอี้เด็กทารกบนรถเข็นช็อปปิ้ง
ตามห้างมีโบว์ชัวร์โฆษณาสินค้ารถเข็นเด็กที่โปรยหัวด้วยตัวเบ้อเร้อว่า รุสสต๊อก เพราะลดกันถึง 50-60% เลยทีเดียว รถเข็นเด็กบางรุ่นก็อยู่ในระดับฟลูออฟชั่น ที่แค่ได้อ่าน คุณก็แทบอยากกลับไปเป็นเด็กน้อยนั่งให้คุณแม่หรือพี่เลี้ยงเข็นให้เพลิดเพลิน เช่น มีโช๊กอัพ-มีระบบกันสะเทือน-มีหมอนหนุนหัวทำด้วยเจลที่หยุ่นนุ่มนั่งนอนสบาย และปกป้องหัวและหลังของลูกน้อยได้ แถมหลังคาก็ยังกันรังสียูวีได้อีกด้วย…ฯลฯ…
แต่ระวังดีๆ นะครับ เพราะบางรุ่นก็ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยหรือขาดการดูแลเด็กขณะอยู่ในรถเข็น อันตรายที่ต้องระวังมีดังนี้ครับ
ขณะเด็กหลับในรถเข็นบางครั้งลำตัวอาจเคลื่อนไหวลงทางด้านหน้า โดยปลายเท้าทั้งสองข้างลอดช่องขาช่องใดช่องหนึ่ง ทำให้ศรีษะติดค้างเกิดภาวะขาดอากาศหายใจได้ หรือหล่นลงมาทั้งตัว ศรีษะหล่นลงมากระแทกพื้น ขณะเด็กตื่นอาจลุกขึ้นยืนบนรถเข็น ปีนป่ายแล้วพลัดตกลงมาเป็นอันตรายต่อศรีษะได้เช่นกันครับ
ดังนั้นอย่างปล่อยให้เด็กนอนเล่น นั่งเล่นอยู่บนรถเข็นโดยลำพังต้องเฝ้าดูใกล้ชิด เมื่อให้เด็กนั่งหรือนอนในรถเข็นเด็ก ต้องยึดเหนี่ยวเด็กด้วยเข็มขัดนิรภัยของรถเข็นด้วย เพื่อไม่ให้เด็กปีนเล่น หรือเลื่อนไหลขณะนอนหลับ
ในขณะที่พับเก็บรถเข็นเด็กหรือกางออก หากเด็กเอานิ้วมือสอดใส่อยู่ภายใน จะทำให้เกิดการบดตัดนิ้วมือได้ (amputation) เด็กที่อายุมากกว่า 6 เดือนสามารถคว่ำหงายตัวได้ดี 8-9 เดือนคืบ คลานได้จับเกาะดึง โหนตัวได้ เด็กวัยนี้จึงสามารถปีนรถเข็นเด็กแล้วตกลงมาได้เองทำให้เกิดการบาดเจ็บลำตัว แขนขา หรือศรีษะ นอกจากนั้นรถเข็นเด็กอาจพลิกคว่ำได้ง่าย หากออกแบบถุงวางสิ่งของในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมทำให้เสียสมดุล รถกระดก เด็กพลัดตกได้ครับ
ถุงวางของเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของการพลิกคว่ำ ถุงวางของอยู่ในตำแหน่งด้านหลังล่าง ไม่สูงถึงแกนเข็น และต้องอยู่หน้าล้อหลังหรือพอดีกับล้อหลัง เพื่อมิให้เกิดเสียสมดุลย์และพลิกคว่ำได้ง่าย
ตัวรถเข็นเองซื้อมาแล้ว ให้แล้วก็ต้องถูกตรวจสอบเป็นระยะตลอดการใช้งาน …เร็วๆ นี้มีรายงานจากประเทศสวีเดนว่า มีบริษัทผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้เด็กประกาศเก็บคืนสินค้าประเภทรถเข็นเด็ก หลังจากมีเด็กเล็กได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต เนื่องจากระบบ safety ไม่ทำงานในขณะที่คุณพ่อ,คุณแม่พาลูกนั่งรถเข็นขึ้นบันไดหรือขึ้นรถประจำทาง
ในประเทศสหรัฐได้ศึกษาการบาดเจ็บจากรถเข็นเด็กพบว่าในเวลา 5 ปีมีรายงานการบาดเจ็บของเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปีจำนวน 64,373 ราย อายุเฉลี่ย 11 เดือน ในเด็กทารก ร้อยละ 76 เกิดจากการพลัดตก ร้อยละ 44 มีการบาดเจ็บที่ศรีษะ ร้อยละ 43 มีการบาดเจ็บที่ใบหน้า ร้อยละ 3 มีกระดูกหัก และร้อยละ 2 ต้องรับการพักรักษาในโรงพยาบาล
ดังนั้นไม่ว่ารถเข็นจะดีอย่างไร ผู้ดูแลก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ จะต้องมีผู้ดูแลเด็กตลอดเวลา ไม่ปล่อยให้เด็กหลับคนเดียวในรถเข็นเด็ก หรือปล่อยให้เด็กเล่นรถเข็น รถเข็นชอปปิ้งตามห้างดังๆ บนรถเข็นชอปปิ้ง จะมีเก้าอี้เด็กแขวนยึดอยู่ อย่าปล่อยให้เด็กนอนเล่นนั่งเล่นอยู่บนรถชอปปิ้งโดยลำพัง ต้องเฝ้าดูแลใกล้ชิด เมื่อให้เด็กนั่งหรือนอนในรถเข็นโดยลำพัง ต้องเฝ้าดูใกล้ชิด เมื่อให้เด็กนั่งหรือนอนในรถเข็นต้องยึดเหนี่ยวเด็กด้วยเข็มขัดนิรภัยของรถด้วย เพื่อไม่ให้เด็กปีนเล่นตกลงมา
ถุงจิงโจ้หรือเป้อุ้มเด็ก
ถุงจิงโจ้หรือเป้อุ้มเด็กราคาราว 2,000-3,000 บาท มีทั้งจากไทย ทั้งมาจากเมืองนอก อย่าง อเมริกา,ยุโรป หรือญี่ปุ่น เป็นต้น โดยความงดงามน่ารักไม่ต้องพูดถึง คุณพ่อคุณแม่ปลื้มแน่เพราะใครเห็นใครก็ทัก และชมทั้งเป้และลูกของเราที่อยู่ในเป้ด้วย ส่วนออฟชั่นก็มีให้ตามราคาที่สูงขึ้นไป เช่น เป็นผ้าร่มชนิดพิเศษไม่ร้อน, เนื้อนิ่ม, ด้านหน้ามีช่องไว้ใส่ของจุกจิก มีแผ่นรองศรีษะ ถอดเก็บได้… ฯลฯ…
แต่ไม่ว่าจะซื้อมาในรุ่นสุดแพงหรือรุ่นประหยัด สิ่งที่เหมือนกันที่ต้องคำนึงถึงให้มากก็คือ ในขณะที่เด็กอยู่บนตัวคุณพ่อคุณแม่ นั่นก็คือ…เป็นส่วนรองรับส่วนยึดต่างๆ จะต้องมั่นคงแข็งแรงปลอดภัยโดยเฉพาะส่วนโอบอุ้มบริเวณหลังและบริเวณก้นของเด็ก เพื่อไม่ให้หนูน้อยหลุดรอดหล่นลงมา ในต่างประเทศมีรายงานกรณีที่ช่องขาเด็กมีขนาดกว่างจนเกินไปเด็กยกขาจากช่องหนึ่งมาสอดใส่ลงไปในช่องขาเดียวกับอีกข้าง ผลก็คือ…เด็กทั้งตัวไหลลงไปจากช่องลอดขา แล้วหล่นลงมากระแทกพื้น…ซึ่งมีรายงานในประเทศสหรัฐอเมริกา 13 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุน้อยกว่า 2 เดือน หนึ่งในนั้นมีการแตกของกระโหลกศรีษะ
ที่นั่งนิรภัยในรถยนต์
ทุกครั้งที่นั่งชมภาพยนตร์ฝรั่ง พอถึงฉากพ่อแม่ลูกนั่งรถไปด้วยกัน สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นเสมอ ก็คือ จะมีเจ้าตัวเล็กนั่งจุ่มปุ๊กอยู่ในเบานิรภัย (Child seat) ที่ติดตั้งอยู่บนรถด้านหลัง เห็นแล้วก็อดชื่นชมไม่ได้ ก็เช่นเดียวกับทุกครั้งก่อนจะออกรถพวกเขาก็จะคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง นี่ก็พบเห็นในหนังฝรั่ง-ฮ่องกง-และญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นเพราะพวกเขาจริงจังกับมาตรการ “ปลอดภัยไว้ก่อน” หรือเพราะตำรวจเข้มงวดก็เถอะ
สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, ออสเตรเลีย, และยุโรปตะวันตก มีการรณรงค์กระทั่งได้ออกกฎหมายบังคับให้ต้องใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กมานานหลายปีแล้ว
โดยที่สหรัฐฯ ได้ทำการศึกษาวิจัยจนพบว่าที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กจะช่วยลดความเสี่ยงจากการตายเพราะอุบัติเหตุรถชนเด็กทารกลดลงร้อยละ 69 เด็กวัยเตาะแตะและเด็กโตลดลงร้อยละ 47 และยังลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บรุนแรงได้ร้อยละ 50
นอกจากนั้นยังมีการเก็บสถิติจากกรณีรถชนรุนแรง ก็พบว่า เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ ที่ไม่รับการยึดเหนี่ยวไว้จากที่นั่นนิรภัยจะเสี่ยงต่อชีวิตมากกว่าเด็กที่มีการยึดเหนี่ยวไว้อย่างถูกวิธีถึง 2 เท่า (จากการสำรวจเด็กที่ประสบเหตุรถชนรุนแรง ถึง 5,922 ราย)
ในบ้านเรานั้น เบาะนิรภัยสำหรับเด็ก ก็ใช่ว่าไม่มีใครเหลียวแล จากการลองสอบถามดูตามห้างสรรพสินค้า สินค้าที่ว่านี้ก็ยังจำหน่ายได้เรื่อยๆ แต่ที่ไปก็ยังมีส่วนหนึ่งใช้ไม่ถูกวิธี ซึ่งนั่นทำให้การป้องกันกลับไม่ได้ผล คือเท่ากับไม่มีสิ่งใดๆ ที่ปกป้องลูกของเราเลย..ตัวอย่างเช่น เอาเด็กนั่งบนที่นั่งนิรภัยแล้ว แต่ไม่ยอมยึดเหนี่ยวที่นั่งไว้ด้วยเข็มขัดนิรภัยจองรถยนต์เป็นต้น
ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กแบ่งออกเป็น 3 ขนาดครับ คือ สำหรับทารก (ต่ำกว่า 1 ขวบ) - สำหรับเด็ก (1-5 ขวบ) - สำหรับเด็กโต (6-9 ขวบ) แต่มีอีกแบบหนึ่งซึ่งออกแบบมาให้เด็กทารกใช้ได้ให้เด็กขนาดกลาง (สำหรับเด็ก 1-5 ขวบ) ใช้ได้เช่นกัน วิธีการใช้ที่มักผิดพลาด ต้องระมัดระวังกันหน่อยมีดังนี้ครับ
1. แบบไหนรุ่นไหนก็ตาม หากเป็นเด็กน้อยกว่า 10 ปี ควรวางไว้เบาะหลัง นั่งหลังปลอดภัยกว่านั่งหน้ากว่า 5 เท่าครับ
2. สำหรับทารกต้องวางบนเบาะรถด้านหลังโดยให้หันเบาะนิรภัยไปทางด้านหลังของรถยนต์ (ก็คือเบาะนิรภัยจะต้องหันหลังไปทางหน้ารถ) เพราะเหตุว่า หากให้เด็กนั่งเบาะนิรภัย แล้วหันหน้าไปทางหน้ารถยามที่เกิดอุบัติเหตุ จังหวะแรกรถจะเบรกกระทันหันแล้วชนตูม หรือกระแทกโครม ศรีษะและลำตัวของทารกจะก้มไปข้างหน้าอย่างรุนแรงแล้วสะบัดพรืดไปทางด้านหลัง (เพราะหัวทารกจะโต) ซึ่งเสี่ยงที่กระดูกต้นคอจะหัก แล้วกดไขสันหลัง
3. หากเด็กใช้ที่นั่งนิรภัยแล้วนั่งเบาะด้านหน้าข้างคนขับหากเกิดอุบัติเหตุแล้วถุงลมนิรภัยทำงานโป้งขึ้นมา มันจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว และดันเบาะนิรภัยจนเด็กถูกถุงลมอัดอย่างแรงกระแทกเข้ากับเบาะที่นั่งหรือหลังคาทำให้เสียชีวิตจากถุงลมนิรภัยได้ครับ
4. เด็กห้าปีขึ้นไปใช้เก้าอี้นิรภัยแบบเก้าอี้เสริม (booster seat) ราคาไม่แพงพันกว่าบาท ลักษณะเก้าอี้เป็นเหมือนเก้าอี้รองนั่งไม่มีพนักพิง ยกตัวให้สูงขึ้นทำให้สามารถใช้เข็มขัดนิรภัยของรถยนต์เป็นตัวยึดเหนี่ยวได้อย่างพอดี แต่อย่าลืมเอาเข็มขัดคล้องตัวยึดเหนี่ยวของเก้าอี้เพื่อยึดเก้าอี้ด้วยนะครับ

อาหารที่ควรงดขณะท้องว่าง

อาหารที่ควรงดขณะท้องว่าง
คุณทราบไม๊ว่า เมื่อคุณรับประทานอาหารเข้าไป ในยามท้องของคุณว่าง อาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพของคุณได้ ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยต่อตัวคุณเอง เรามาดูเมนูต้องห้ามที่เราควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่าง

ยิ่งเหล่านั้นน่ะ มีอะไรบ้าง

นมและนมถั่วเหลือง แม้ว่านมถั่วเหลืองจะอุดมไปด้วยโปรตีน แต่จะเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อ

กระเพาะอาหารมีสารประเภทแป้งอยู่

เหล้า หากดื่มเหล้าในขณะท้องว่าง จะไปกระตุ้นเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้

น้ำตาลหรืออาหารหวาน ไม่ควรรับประทานอาหารหวานหรือน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม ลูกอม ช็อกโกแลต เพราะหากรับประทานขณะท้องว่าง

จะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาล ส่งผลต่อการดูดซึมโปรตีนทุกชนิด และ ลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือดและไต

ชาที่แก่เกินไป ชาทำให้กรดเกลือในน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร เจือจาง ส่งผลให้การทำงานของระบบ ย่อยอาหารลดลง และเกิดอาการ ใจสั่น เวียนศีรษะ มือเท้าไม่มีแรง จิตใจไม่สงบ

ลูกพลับ ไม่ควรรับประทานลูกพลับ ในขณะที่ท้องว่าง เพราะ กระเพาะอาหารจะหลั่งกรดเกลือออกมามาก หากไปรวมตัวกับยาง และสารแขวนลอยในลูกพลับแล้ว จะทำให้เจ็บหน้าอก คลื่นไส้

และเป็นแผลในกระเพาะอาหาร

กล้วย เพราะกล้วยอุดมไปด้วยธาตุแมกนีเซียม

การรับประทานกล้วยขณะท้องว่าง จะทำให้ปริมาณธาตุแมกนีเซียมในเลือดสูงขึ้น ทำให้สูญเสียสัดส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียมไป เป็นการยับยั้งการทำงานของหลอดเลือดหัวใจ เป็นอันตราย ต่อสุขภาพอย่างยิ่ง จำไว้

กระเทียม เพราะจะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารได้รับการ กระตุ้น เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบอย่างรุนแรง

ผัก การรับประทานผักอย่างเดียวขณะท้องว่าง

จะทำให้ กระเพาะอาหารเกิดอาการผิดปกติ

นอกจากห้ามกินอาหารทั้ง 8 อย่างแล้ว ยังไม่ควรอาบน้ำและออกกำลังกายด้วยเช่นกัน เพราะการอาบน้ำและการออกกำลังกายในขณะที่ท้องว่าง

จะทำให้เกิดอาการช็อก เนื่องจากน้ำตาลในเลือดต่ำ

ได้ง่าย ...ทราบแล้วเปลี่ยน

แอบหน้าโง่

แอบหน้าโง่


เคยมีเรื่องแอบโง่ไหมครับ? ผมมีเพียบเลย
- สมัยที่ได้มือถือมาใหม่ๆ ผมเคยนึกว่า ไอ้คำว่า Miss Called ที่โชว์หราหน้าจอเวลาที่ไม่ได้รับโทรศัพท์ มันแปลว่า "มีผู้หญิง (สาว) โทรมา...ทีนี้ก็เลยคอยดูว่าถ้าผู้ชายโทรมาแล้วไม่รับ มันจะขึ้นว่า "Mister Called" หรือเปล่า
...งี้ถ้าคุณแม่โทรมา มันจะขึ้น "Missis Called" ไหมน้า...
- เวลาไปส่ง Fax ผมจะเอาต้นฉบับไปถ่ายเอกสารไว้ก่อนทุกครั้ง จนเป็นนิสัย
ทีนี้พอเพื่อนถามว่า เอ็งจะถ่ายไปทำไมว้า ไม่เอาต้นฉบับส่งไปเลย ผมก็ตอบว่า
"อ้าว ส่งต้นฉบับให้เขาไปแล้ว งั้นฉันจะเอาที่ไหนไว้ดูล่ะ"
(ตกลงส่ง Fax เนี่ย ต้นฉบับยังอยู่กับเราจริงเหรอ)
- สมัยก่อนได้ยินใครบอกว่า "หัวแตกเย็บสามเข็ม" บุญชิตฯ จะทำหน้าเสียวสยอง ... เพราะนึกไปว่า ใช้เข็มตั้งสามอันเย็บแผลเดียว และจะต้องใช้ด้านสักกี่กลุ่มกัน สงสัยแผลจะใหญ่เบ้อเริ่ม
- เคยแอบไม่เชื่อว่าโลกกลมกันไหม? ผมไม่เชื่อง่ะ ขนาดคุณครูเอารูปโลกที่ถ่ายจากยานอวกาศมาให้ดูแล้ว ผมยังคิดว่า มันคือรูปที่ถ่ายจากด้านบนลงมา (เหมือนเรามองเห็นจานกลมๆ จากด้านบนแหละครับ)
...ถ้าไปถ่ายข้างๆ คงจะเห็นว่าโลกแบบแน่ๆ เลย...
- เคยได้ยินว่า มีคนคนหนึ่ง เลี้ยงแมวไว้สองตัว ทีนี้วันหนึ่งแกจะทำประตูแมวเหมือนบ้านฝรั่งบ้าง
แกเลยมาจ้างช่างเจอะรูทำประตูแมวไว้สองประตู บนประตูบ้าน
แกว่า ถ้าทำรูเดียว เดี๋ยวมันออกได้ตัวเดียว
...เออ ดีนะ ไม่ทำประตูเข้าประตูออก...
...ประตูบ้านพรุนแย่...
- บุญชิตฯ ชอบกินช็อกโกแลตแท่งเล็กๆ ราคา 9 บาท
วันหนึ่งก็ไปซื้อช็อกโกแลตนี้มาแท่งหนึ่ง คนขายบอกว่า "ไม่รับสักห้าแท่งล่ะครับ 45 บาทเท่านั้น"
บุญชิตดีใจรีบซื้อทีเดียวห้าแท่ง
... มารู้เอาอีกสามวัน ว่า มันไม่ได้ลดให้ตูเลยสักบาทนี่นา...
- ตอนที่ผมไปทำงานใหม่ๆ ที่หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง ไปพบท่าน ผอ.ท่านหนึ่งซึ่งจะเป็นผู้บังคับบัญชาของผมโดยตรง คุยเรื่องที่ว่าจะให้ผมงานทำอะไรบ้าง จากนั้นท่านก็สั่งสั้นๆ ว่า "ให้พาหมอนี่ไปพบเลขา"
ผมเดินตามไปเรื่อยๆ ได้เข้าไปในห้องหรูหราห้องหนึ่ง นึกในใจว่า ผอ.คนนี้แกไม่เบาวุ้ย แค่คุณเลขายังมีห้องหรูปานฉะนี้
เอ๊ะ ทำไมคุณเลขาแกดูมีอายุมากกว่า ผอ.อีกล่ะ ท่าทางภูมิฐาน สูงใหญ่ใจดี พูดเสียงดังฟังชัด
เอ๊ะ ทำไมคุณเลขาคนนั้นถึงเรียก ผอ.อีกกองหนึ่งมาได้ แถมระดับ ผอ.ยังต้องมาเคารพนบนอบคุณเลขาคนนี้อีก สงสัยเจ้านายของคุณเลขาคนนี้คงจะบิ๊กมหึมาจริงๆ
เอ๊ะ ทำไมเดินไปไหน ถึงมีคนไหว้ แถมหลบให้คุณเลขาคนนี้ตลอดทาง ...
เอ๊ะ ไปเจอ "ท่านรอง" นี่น่าจะเป็นคนใหญ่คนโตแล้วนา แต่ทำไมคุณเลขาคนนี้ถึงสั่งงานท่านรองได้
ผมมารู้หลังจากทำงานแล้วสามวันว่า คุณ "เลขา" ที่ว่าเนี่ย
ตำแหน่งเต็มๆ ของท่านคือ "เลขาธิการสำนักงาน..."
...นี่เป็นครั้งแรก ที่บุญชิตฯ ได้รู้ว่า "เลขาธิการ" กับ "เลขานุการ" นั้นมันคนละตำแหน่งกัน...



จากคุณ Tree's Daddy
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 47